“มายกรีน ทาวน์” บิ๊กอสังหาฯบุกอีอีซี ปี”61ทุ่ม1.2หมื่นล้าน ผุด15โครงการโซนชลบุรี-ระยอง

“มายกรีน ทาวน์” กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ฉะเชิงเทรา เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง ตั้งเป้าอีก 3-5 ปีขึ้นแท่นบริษัทชั้นนำอสังหาฯในภาคตะวันออกรับลงทุนอีอีซี เผยปี”61 เตรียมทุ่มเม็ดเงิน 1.2 หมื่นล้านบาทลงทุนอีก 15 โครงการ โฟกัสพื้นที่ชลบุรี-ระยอง-สมุทรปราการ เน้นกลุ่มลูกค้านิคมอุตสาหกรรม พร้อมรุกตลาดกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก คาดปี”62 เตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

เจาะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

นายเฉลิมพงษ์ ปทุมโชติสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มายกรีนทาวน์ (My Green Town) ในเครือบริษัท ไอทาวน์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาย กรีน ทาวน์ อยู่ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกระดาษดั๊บเบิ้ลเอ

โดยเริ่มตั้งบริษัท สุขุมวิท 1 จำกัด ดำเนินการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรีมานานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันมาย กรีน ทาวน์ มีโครงการในจังหวัดฉะเชิงเทรา ประมาณ 12 โครงการ และปราจีนบุรี ประมาณ 6-7 โครงการ โดยมีมาร์เก็ตแชร์ในทั้ง 2 จังหวัดประมาณ 40%

ทั้งนี้ที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดฉะเชิงเทรามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มาย กรีน ทาวน์ ขยายตัวตามไปด้วย ขณะเดียวกันในปี 2559 ยังได้ขยายการลงทุนไปในจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย

สำหรับในปี 2560 ได้ตั้งเป้าขยายการลงทุนไปตามการพัฒนาอีอีซี มีการลงทุนเพิ่มจำนวน 10 โครงการ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 6 โครงการ ปราจีนบุรี 2 โครงการ ชลบุรีและระยอง จังหวัดละ 1 โครงการ รวมทั้งหมดประมาณ 4,000-5,000 ยูนิต มูลค่าการลงทุนทั้งหมดประมาณ 8,000 ล้านบาท

การพัฒนาที่ดินจะเลือกทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งอุตสาหกรรม โดยจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ ตำบลบ้านโพธิ์ ตัวเมืองฉะเชิงเทรา และโซนบางนา-ตราด ขณะที่จังหวัดปราจีนบุรี การพัฒนาจะอยู่บริเวณใกล้นิคมอุตสาหกรรม 304 และนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ สำหรับจังหวัดสมุทรปราการอยู่บริเวณอำเภอบางบ่อ บางพลี และบางปู ส่วนจังหวัดชลบุรี การพัฒนาอยู่บริเวณใกล้นิคมอุตสาหกรรมอมตะ อำเภอพานทอง และบริเวณอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง

มีโปรดักต์ครบทุกเซ็กเมนต์

นายเฉลิมพงษ์กล่าวว่า การพัฒนาจะเป็นลักษณะบ้านจัดสรร ขณะนี้มีรูปแบบบ้านให้ลูกค้าได้เลือกมากกว่า 20 แบบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ รวมทั้งคอนโดมิเนียมซึ่งขณะนี้มีเพียงแห่งเดียวที่ปราจีนบุรี และจะเป็นต้นแบบในการพัฒนาที่ชลบุรีและระยองต่อไป โดยมีระดับราคาตั้งแต่ 7-8 แสนบาทถึงเกิน 4 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งสามารถตอบสนองกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่ม หรือทุกเซ็กเมนต์ตั้งแต่พนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานเงินเดือนหมื่นกว่าบาท ซูเปอร์ไวเซอร์ ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการ

โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝดชั้นเดียวที่มีพื้นที่รอบบ้าน ราคาประมาณ 1.5 ล้านบาท ซึ่งมาย กรีน ทาวน์มีจุดเด่นที่คุณภาพและมีความหลากหลายของสินค้า ด้านการก่อสร้างมีโรงงานพรีแคสต์เอง และใช้อุปกรณ์แต่งบ้านที่เป็นแบรนด์ชั้นนำ สามารถสู้บิ๊กแบรนด์ที่เข้ามาลงทุนได้

“เราเป็นเบอร์ 1 ของฉะเชิงเทรามาเกือบ 10 ปีแล้ว และน่าจะเป็นกลุ่มต้น ๆ ของปราจีนบุรี และในอนาคตมีแผนจะเข้าไปลงทุนในภาคตะวันออกทั้งหมด ได้แก่ ระยอง และชลบุรี ถ้าหากรวมกับฐานที่เรามีอยู่ในฉะเชิงเทราและปราจีนบุรีแล้ว ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าน่าจะเป็น 1 ใน 5 ของภาคตะวันออก รวมถึงในอนาคตวางแผนที่จะขยายการลงทุนไปในกรุงเทพฯ โซนตะวันออกด้วย ได้แก่ ลาดกระบัง บางนา และพระโขนง”

ลงทุนต่อเนื่อง – มาย กรีน ทาวน์ กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่นรายใหญ่ของ จ.ฉะเชิงเทรา เดินหน้าพัฒนาอสังหาฯ ในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี ระยอง รวมถึงสมุทรปราการ และกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก โดยตั้งเป้า 3-5 ปีข้างหน้า มุ่งสู่ 1 ใน 5 แบรนด์ชั้นนำในภาคตะวันออก


เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 25%

นายเฉลิมพงษ์กล่าวอีกว่า มาย กรีน ทาวน์ เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 25% ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเปิดขาย 21 โครงการ คาดว่าปี 2560 สามารถขายบ้านได้เกิน 1,300 ยูนิต มูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท ขณะที่ปี 2561 ได้วางแผนลงทุนเพิ่มอีก 15 โครงการ ประมาณ 6,000 ยูนิต มูลค่าการลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่จังหวัดชลบุรี ระยอง ตั้งเป้าไว้จังหวัดละ 3-5 โครงการ และสมุทรปราการก็เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการเติบโตของอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้มีโครงการที่เปิดขายทั้งหมดในปี 2561 จำนวน 35-40 โครงการ ทั้งนี้คาดว่าปี 2561 สามารถขายได้ 1,500 ยูนิต มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท

“ถ้ามองภาพรวมการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ปีละประมาณ 5% เราโชคดีที่อยู่ในโซนที่มีการพัฒนามากกว่าโซนอื่น เพราะมีการลงทุนของรัฐบาลและเอกชน ซึ่งต้องยอมรับว่า เมื่อมีการลงทุนต่าง ๆ เข้ามา การจ้างงานเพิ่มขึ้น เราก็มีโอกาสที่จะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วย”

เตรียมเข้าตลาดหุ้นปี 2562

นายเฉลิมพงษ์กล่าวต่อว่า จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ธนาคารปล่อยกู้ยากขึ้น เมื่อประเมินยอดรีเจ็กต์พบว่าอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งบริษัทได้ประสานกับธนาคารพาณิชย์เกือบ 10 ธนาคาร ในการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า หากลูกค้ากู้ไม่ผ่าน บริษัทจะคืนเงินจองสัญญาให้กับลูกค้า ขณะที่กำลังซื้อปี 2560 เริ่มดีขึ้น และมองว่าปีหน้ากำลังซื้อในเขตอีอีซีอาจจะดีกว่านี้ และโตต่อเนื่อง หลังจากที่ช่วงปลายปี 2559 กำลังซื้อไม่ดีนัก เนื่องจากผู้บริโภคไม่มีความมั่นใจในการซื้อ


อย่างไรก็ตาม การแข่งขันก็ค่อนข้างสูง ในส่วนของการแข่งขันกับแบรนด์ท้องถิ่นนั้น มาย กรีน ทาวน์ค่อนข้างเหนือกว่า ซึ่งมีจำนวนโครงการมากกว่าแบรนด์ท้องถิ่น 2-3 เท่า ขณะเดียวกันก็พยายามพัฒนาศักยภาพให้แข่งขันกับผู้นำตลาดได้แล้ว ซึ่งรายใหญ่จากส่วนกลางที่เข้ามาลงทุนในฉะเชิงเทรา ได้แก่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลิลิล คิวเฮ้าส์ และพฤกษา เป็นต้น นอกจากนี้ในปี 2562 ยังเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ