เคล็ด(ไม่)ลับ “ใช้ชีวิตปลอดสารพิษเป็นมิตรกับธรรมชาติ” เจาะไลฟ์สไตล์แนว Eco-Life ที่แท้จริง

มลภาวะที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็มีทั้งฝุ่น ควัน และสารเคมี ดูจะเป็นเรื่องยากที่เราจะหลีกเลี่ยง แม้ภายในบ้านที่เราคิดว่าปลอดภัย แต่รู้ไหมว่ามลพิษในบ้านมีความเข้มข้นมากกว่านอกบ้านถึง 4 เท่า เนื่องจากอากาศพิษในบ้านระบายให้สูญสลายตามธรรมชาติได้ยาก จึงถูกขังให้อัดอยู่แต่ในบ้านเท่านั้น ดังนั้น อากาศในบ้านก็ไม่ได้สะอาดไปกว่านอกบ้านเลย ไหนจะอุปกรณ์ทำความสะอาดที่มีทั้งสารเคมี น้ำยาจากสารสังเคราะห์ต่าง ๆ ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้เคลือบสีให้อยู่ทนทาน ที่เราเองไม่รู้เลยว่าส่วนประกอบเหล่านั้นจะส่งผลเสียต่อร่างกายมากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้าเป็นตัวช่วยจากธรรมชาติ เราก็แน่ใจได้ 100% ว่าปลอดภัย เมื่อร่างกายต้องสัมผัสและสูดดมสิ่งต่าง ๆ เข้าไป ทุกวันนี้หลายคนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น เกิดเป็นแนวคิดการใช้ชีวิตและทำสิ่งต่าง ๆ แบบรักษ์โลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ทั่วโลกเรียกกันว่า eco-friendly หรือ eco-life แต่หลายคนก็ยังละเลย ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงเพราะคิดว่ายุ่งยากเกินไป

จึงขอนำเคล็ดลับการใช้ชีวิตปลอดสารพิษ สไตล์ eco-life มาฝาก ที่จะทำให้คุณได้ไอเดียตั้งแต่เรื่องการทำความสะอาดบ้าน เลือกสรรและถนอมอาหาร ไปจนถึงการดูแลผิวพรรณและความงาม ด้วยวิธีง่าย ๆ และไม่ยากอย่างที่คิด เริ่มต้นด้วยเคล็ดลับฉบับเร่งด่วนกับ 6 กลเม็ดทำได้ทันที เพื่อบ้านสะอาดและถูกสุขอนามัย


1. ปลูกต้นไม้ เพื่ออากาศบริสุทธิ์ ต้นไม้ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ปรับความชื้นให้เหมาะสม ลดเสียงรบกวนจากภายนอกและบังแดดได้ดี ช่วยให้ผ่อนคลายทั้งจิตใจและร่างกาย แถมยังดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและแก๊สโอโซนภายในบ้าน กำจัดเชื้อแบคทีเรียในชั้นบรรยากาศ ช่วยดูดสารพิษประเภทโลหะหนัก ดูดซับผงฝุ่นละเอียดและมลพิษทางอากาศ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ นอกจากนี้ การปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้านหรือใช้ต้นไม้ประดับตกแต่งในอาคารยังช่วยลดความร้อนและคลายเครียดได้ดี รู้อย่างนี้แล้ว เรามาช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับบ้านและโลกใบนี้กันดีกว่า

2. ถ่ายเทอากาศ เมื่อต้องการให้อากาศถ่ายเท วิธีที่ใช้ได้ผลมากที่สุดคือ เปิดประตูและหน้าต่างทั้งหมดเพื่อรับลม ให้เปิดประตู และหน้าต่างทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ในช่วงเวลาใดก็ได้ระหว่างเวลา 10.00-21.00 น. หลีกเลี่ยงการเปิดรับลมในช่วงเช้ามืดและตอนกลางคืน เพราะเป็นช่วงที่สิ่งสกปรกในอากาศลอยต่ำเป็นพิเศษ สำหรับห้องครัวซึ่งมีเตาแก๊ส เวลาประกอบอาหาร ควรเปิดหน้าต่างทิ้งไว้หรือใช้เครื่องดูดควันร่วมด้วย

3. กำจัดเชื้อรา เชื้อราภายในบ้านคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง รวมถึงโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจต่าง ๆ และยังเป็นภัยต่อทารก เด็กเล็ก คนสูงวัย และผู้ป่วย นอกจากนี้ ไรฝุ่นจำนวนมหาศาลที่อาศัยอยู่ตามผ้านวม ผ้าม่าน จะทำให้เกิดโรคหืด หลอดลมอักเสบ ภูมิแพ้ ฯลฯ เรากำจัดเจ้าสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการทำความสะอาดและซักเท่านั้น

4. ใช้วอลล์เปเปอร์จากธรรมชาติ 100% วอลล์เปเปอร์ทั่วไปได้แก่ “ซิลก์วอลล์เปเปอร์” ที่ผลิตจากวัสดุพีวีซี ซึ่งส่งผลให้ระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมนของผู้สัมผัสมีประสิทธิภาพการทำงานลดลง ลองเปลี่ยนมาใช้วอลล์เปเปอร์ชนิดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดูสิ ในปัจจุบันมักเป็นอะคริลิกเรซินชนิดละลายในน้ำได้ เมื่อติดตั้งจะทาเคลือบด้วยน้ำยาป้องกันเชื้อรา ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ก่อให้เกิดแก๊สพิษใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น หากต้องการใช้วอลล์เปเปอร์ชนิดนี้ คุณต้องมองหาตราประทับรับรองคุณภาพเป็นอย่างแรก เช่น องค์กรที่เกี่ยวกับอากาศบริสุทธิ์หรือองค์กรเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และห้ามลืมว่ากาวทาวอลล์เปเปอร์ชนิดนี้ก็ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน

5. ใช้ผลิตภัณฑ์ซักล้างแบบรักษ์โลก สารซักล้างต่าง ๆ ถูกผลิตด้วยหลักทางปิโตรเคมี คือต้องมีสารลดแรงตึงผิวและต้องทำความสะอาดได้ดี จึงมักผสมสารเคมีที่อาจให้โทษต่อร่างกาย กลิ่นสังเคราะห์ สารกันเสีย ฯลฯ ทั้งยังไม่สลายตัวไปตามธรรมชาติ จึงเป็นสาเหตุของน้ำเน่าเสีย และเมื่อตกค้างบนเสื้อผ้าก็ทำให้เกิดโรคผิวหนัง ลองหันมาใช้น้ำส้มสายชูหรือเบกกิงโซดาแทนดูสิ รับรองว่าปลอดภัยต่อผิว แถมยังราคาถูกเป็นมิตรกับเงินกระเป๋าด้วย

6. ใช้บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ แบบรักษ์โลก ปัจจุบันมีบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารหลายชนิดที่ไม่เป็นพิษและย่อยสลายง่าย ลองเปลี่ยนมาใช้ภาชนะสเตนเลส ไม้ กะลา กระดาษชานอ้อย หรือถ้วยชามดินเผาดูสิ ภาชนะเหล่านี้ใช้เวลาย่อยสลายน้อยกว่าโฟมหรือพลาสติกหลายเท่าตัว

หากเรายอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ สภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนมลพิษ และอาหารการกินในปัจจุบันเป็นผู้ร้ายที่ทำลายชีวิตมนุษย์โลก อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องเสียทีเดียว แต่สาเหตุหลักที่ส่งผลเสียร้ายแรงที่สุดต่อมนุษย์ในทุกวันนี้ ต้นเหตุไม่ใช่ใครอื่น แต่คือเราทุกคน ที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมก่อน ฉะนั้น ลองเปลี่ยนทัศนคติหรือพฤติกรรมที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมกันเถอะ แม้ชีวิตอาจจะไม่สะดวกสบายไปทุกอย่าง แต่การฝึกนิสัยรักษ์โลกย่อมส่งผลดีต่อพวกเราทุกคนอย่างแน่นอน

Previous articleโตเกียวหนาวเหน็บ! หิมะตกหนักสูง 20 ซม. ยกเลิกรถไฟบางสาย ทางหลวงบางแห่งยังปิด
Next articleครอบครัวน้องเมยฉุนกองทัพ หลังไม่ให้ “ลุง-ญาติ” เข้าฟัง ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด