อเลย์ดา ลูกสาวเช เกวารา มองปัญหาคิวบาและลาตินอเมริกา: ถ้าพ่อยังอยู่… พ่อก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

รุ่งนภา พิมมะศรี: เรื่อง, ธนะศักดิ์ ธรรมบุตร: ภาพ

เช เกวารา วีรบุรุษนักปฏิวัติแห่งลาตินอเมริกาเสียชีวิตครบ 50 ปีเมื่อปีที่แล้ว แต่ชื่อและอุดมการณ์ของเขายังไม่ตาย เหมือนกับท่อนหนึ่งในเพลงที่น้าแอ๊ด คาราบาว แกร้องว่า “เชยังไม่ตาย เขาอยู่ท้ายรถบรรทุก” เนื้อเพลงนี้ท่อนนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของเชที่ข้ามฟากมหาสมุทรมาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ชนชั้นกรรมาชีพในบ้านเรา และคงเช่นกันกับอีกหลาย ๆ ที่ทั่วโลก  

เรื่องราวความรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนไม่อาจทนเห็นความทุกข์ยากของผู้อื่น ความรู้สึกไม่อาจทนเห็นความอยุติธรรม เรื่องราวความกล้าหาญ ความเสียสละ และการต่อสู้ของเชยังได้รับการกล่าวขานและได้รับความสนใจอยู่เสมอ แม้ว่าผ่านมาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในคิวบา ที่ซึ่งประชาชนรวมพลังปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเผด็จการสำเร็จได้ด้วยการนำของเช และฟิเดล กัสโตร

ในคิวบาเชไม่ใช่เพียงฮีโร่ หรือวีรบุรุษของอดีต แต่เขายังเป็นคนของอนาคต เป็น “ต้นแบบ” ในการสร้างและพัฒนาเด็กคิวบาด้วย

ชาวคิวบารำลึก 50 ปีการเสียชีวิตของเช เกวารา เมื่อปีที่แล้ว (Photo by YAMIL LAGE / AFP)

ประชาชาติธุรกิจ ได้สัมภาษณ์ อเลย์ดา เกวารา ลูกสาวคนที่ 2 ของเช เกวารา (เป็นลูกคนโตที่เกิดจากภรรยาคนที่สอง) ในโอกาสที่เธอมาเมืองไทยเพื่อโปรโมตหนังสือ REMEMBERING CHE My Life with Che Guevara ที่คุณแม่ของเธอ (อเลย์ดา มาร์ช) สกัดเอาความทรงจำที่มีต่อคุณพ่อของเธอมาถ่ายทอดเป็นครั้งแรก ซึ่งอเลย์ดา ผู้เป็นลูกก็บอกว่าหลายอย่างในหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่คุณแม่ไม่เคยเล่า และเธอก็เพิ่งทราบจากการอ่านหนังสือ

อเลย์ดาเป็นผู้หญิงวัยใกล้ 60 ปัจจุบันเธอทำงานเป็นกุมารแพทย์ งานที่เธอมองว่าได้ “ให้” แก่สังคม คล้ายกับแนวทางที่พ่อและแม่ของเธอทำมาก่อน

เธอพูดภาษาสเปนตลอดการสัมภาษณ์ ตอบคำถามเกี่ยวกับคุณพ่อและประเทศบ้านเกิดด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ต่างกันในแต่ละประเด็น แต่ที่เธอเล่าอย่างออกรส ถึงพริกถึงขิงมากสุด ๆ ก็เมื่อถามความเห็นของเธอต่อสถานการณ์ของคิวบาและประเทศในลาตินอเมริกา เธอจัดเต็มขนาดที่ว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตคิวบาต้องขอให้ตัดเนื้อความบางจุดออก

Q: ชีวิตครอบครัวคุณเป็นอย่างไรบ้างหลังจากที่คุณพ่อเสีย รัฐบาลคิวบาดูแลครอบครัวคุณอย่างไร

ก็อย่างที่ทุกคนทราบว่าคุณพ่อเป็นที่รักของคนคิวบามาก ๆ หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตก็มีกลุ่มคนที่แนวคิดหลากหลาย มีทั้งคนที่ออกมาปกป้องสุด ๆ ไม่ให้มีอะไรกระทบกระเทือนกับครอบครัว และมีทั้งคนที่มองว่าเราก็คือลูกหลานชาวคิวบาคนหนึ่ง เป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่จะมีคนอยู่คนหนึ่งที่พยายามทำให้ฉันและพี่น้องไม่รู้สึกหลงไปตามสิ่งที่คนพยายามสนับสนุนและพยายามมอบให้ ก็คือคุณแม่ เป็นคนคอยควบคุมคอยจัดการให้ชีวิตดำเนินไปอย่างปกติ

Q: แปลว่ามีคนเข้ามาให้อภิสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษอะไรเยอะ

แน่นอน มีเพื่อน ๆ ของคุณพ่อบางท่านรู้ว่าการสูญเสียคุณพ่อไปมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาอะไรทดแทนได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็อยากจะหาสิ่งที่เป็นวัตถุมาช่วยให้ชีวิตสบายขึ้น แต่ก็มีคนอยู่คนหนึ่งเช่นกันที่คอยห้ามปรามตลอด ก็คือคุณแม่ (ยกแขนขึ้นมาไขว้กากบาทและเลียนแบบเสียง “โน” ของคุณแม่อย่างออกรส)

Q: รูปของคุณพ่อถูกนำไปใช้ในทำเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์มากมาย คุณรู้สึกอย่างไร คุณรู้สึกว่าอุดมการณ์หรือสิ่งที่พ่อคุณต้องการสื่อมันจะหล่นหายไปกับแฟชั่นเหล่านี้มั้ย

มันเป็นธรรมดาที่รูปของคุณพ่อจะถูกนำไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ แต่มันก็เหมือนการยิงหนังสติ๊ก คือเวลาที่ยิงออกไป มันก็จะมีแรงเหนี่ยวที่ทำให้เกิดคลื่นอย่างอื่นขึ้นด้วย อาจจะทำให้เกิดเด็กรุ่นใหม่ที่เห็นรูปแล้วอยากศึกษา อุดมการณ์แนวคิดของคุณพ่อก็จะสามารถไปต่อได้ในอีกแง่มุมหนึ่ง ฉะนั้นฉันไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไร


Q: ในครอบครัวของคุณ คุณแม่พูดถึงคุณพ่อเป็นปกติ หรือว่าต้องให้ลูกถามถึงจะเล่าให้ฟัง

คุณแม่เล่าเรื่องคุณพ่อให้ฟังอยู่เสมอ และพูดถึงคุณพ่อในแง่ที่เป็นผู้ชายที่สมบูรณ์คนหนึ่ง เป็นนักปฏิวัติ เป็นผู้ชายที่มีเกียรติ และพูดถึงในแบบที่ลูก ๆ ควรจะให้เกียรติคุณพ่อ แต่เวลาที่คุณแม่เล่าเรื่องคุณพ่อให้ฟัง คุณแม่ไม่เคยพูดในแง่ที่เป็นสิ่งที่เข้าถึงยาก หรือเป็นคนเข้าใจยากเลย คุณแม่พูดให้พวกเรารู้สึกว่าคุณพ่อเป็นบุคคลที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง และฉันก็รู้สึกอย่างนั้นเสมอ

Q: ความรู้สึกที่คุณมีต่อผู้ชายชื่อเช ในฐานะพ่อกับในฐานะวีรบุรุษนักปฏิวัติ ความรู้สึกมันแยกกัน หรือรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

รู้สึกว่าเป็นคุณพ่อ ถึงแม้ว่าคนภายนอกจะมองว่าพ่อเป็นนักปฏิวัติ เป็นฮีโร่ เป็นแบบอย่าง เป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง แต่ว่าสำหรับฉันยังไงก็คือคุณพ่อค่ะ

Q: รู้สึกกดดันมั้ยที่เกิดมาเป็นลูกของวีรบุรุษนักปฏิวัติ แล้วคนอาจจะคาดหวังว่าคุณน่าจะเดินตามรอยเท้าพ่อแม่บ้าง

(ยิ้ม ๆ)  ช่วงที่เป็นเด็กชีวิตปกติดำเนินมาด้วยความราบรื่น ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ จะเริ่มมีจุดเปลี่ยนตอนที่สื่อคิวบาเริ่มมาทำข่าว เริ่มสัมภาษณ์ในฐานะลูกสาวของเช คนก็เริ่มรู้จักฉันในฐานะลูกสาวของเช แล้วเวลาเดินตามถนนก็เริ่มมีคนมาทักทาย (เล่าอย่างสนุกสาน และทำมือสาธิตภาพมีคนมาเกาะแขน มาแตะต้องตัว) ก็เริ่มจะมีความแปลก ๆ ซึ่งฉันก็เข้าใจ

Q: ที่คุณเลือกเป็นหมอ มีส่วนจากการเห็นคุณพ่อคุณแม่ช่วยเหลือคนอื่นหรือเปล่า

ตอนแรกฉันตัดสินใจเรียนหมอด้วยตัวฉันเอง แต่ตอนหลังฉันรู้สึกว่าเป็นเพราะฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายจากคุณพ่อและคุณแม่ที่มีส่วนทำให้ฉันอยากทำอะไรตอบแทนสังคมตอบแทนประเทศของฉัน เพราะประเทศคิวบาให้อะไรกับฉันเยอะ ฉันก็เลยอยากให้ตอบแทนกลับไป

Q: ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งน่าจะสำคัญกับครอบครัวคุณมากหลังจากที่เชเสีย ก็คือ ฟิเดล กัสโตร ช่วยเล่าความสัมพันธ์ของครอบครัวคุณกับฟิเดลให้ฟังหน่อย

หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิต ฉันมองเสมอว่าคุณลุงฟิเดลเป็นคุณพ่ออีกคนหนึ่ง ฉันเคารพนับถือเขาเป็นพ่ออีกคน

Q: ได้ใกล้ชิด ได้ฟังคำบอกเล่า คำสอน หรือได้รับการถ่ายทอดอะไรมาจากฟิเดลบ้าง

ตอนเด็ก ๆ คุณลุงมักจะชวนไปทำกิจกรรม ไปท่องเที่ยวต่าง ๆ ด้วยกันตลอด เรามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาก ๆ ฉันจะยกตัวอย่างสนุก ๆ เวลาออกไปเที่ยวกับคุณลุงตอนเด็ก เนื่องจากคุณลุงคาดเข็มขัดทหาร ฉันก็เกาะเข็มขัดคุณลุงไปทุกที่ ฉันแทบจะบินเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าเกาะเข็มขัดเขาไป เวลานั่งรถไปด้วยกัน ฉันรู้สึกมีความสุข รู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนคุณพ่ออีกคนหนึ่งจริง ๆ ตอนที่ฉันจะแต่งงาน ฉันลังเลใจมากว่าจะไปบอกคุณลุงดีมั้ย เพราะฉันรู้ว่าเขามีงานต้องทำมากมาย ฉันก็ไม่อยากไปบอก ก็เลยไปปรึกษาคุณแม่ว่าควรจะบอกมั้ย คุณแม่ก็บอกว่าควรจะต้องบอกนะ แล้วฉันถึงไปบอก ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก ๆ เพราะว่าคุณลุงบอกว่า ถ้าเธอแต่งงานโดยไม่บอกฉันเนี่ยนะ… (ละไว้)

Q: ฟิเดลได้พูดถึงเชให้ฟังบ้างมั้ย ในด้านสายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ไม่ใช่เรื่องงาน เรื่องภารกิจปฏิวัติ

มันเป็นเรื่องยากสำหรับคุณลุงที่จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อให้ฉันฟัง ฉันก็ไม่ค่อยได้ยินเรื่องราวแนว ๆ นี้จากเขาเท่าไหร่ เพราะว่าการจากไปของคุณพ่อก็เป็นเรื่องยากสำหรับเขาเหมือนกัน มีคนมากมายที่พยายามสร้างความสับสนขึ้นมาให้คนรู้สึกว่า ฟิเดลกับเชมีปัญหากัน ไม่ลงรอยกัน แต่มันไม่จริงหรอก มันก็เป็นเรื่องปกติที่เพื่อนที่ทำงานด้วยกันก็ต้องมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ไม่ใช่การบาดหมางกันแน่นอน ฟิเดลเคยพูดเองว่าตั้งแต่ที่เจอเชเม็กซิโก ก็รู้ว่าเชเป็นคนที่ไม่สามารถโกหกใครได้ และเขาไม่มีความคลางแคลงใจอะไร

Q: คุณมองฟิเดลเป็นผู้นำแบบไหน ให้คะแนนในแง่การทำงานเท่าไหร่

เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม เป็นผู้นำเป็นหัวหน้าประเภทที่ว่าจะไม่สั่งให้คนอื่นทำในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้เหมือนกันกับคุณพ่อ เขาเป็นคนที่ให้ความเคารพคนอื่น และเป็นผู้ชายที่มีความสามารถมากมาย แข็งแรงและกล้าหาญ

Q: คุณคิดว่าถ้าพ่อของคุณยังมีชีวิตอยู่ เขาจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคิวบาและลาตินอเมริกาในทุกวันนี้

ถ้าคุณพ่อยังอยู่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงแปลงที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา สิ่งที่คุณพ่อจะทำคือยืนอยู่ข้างผู้คนของเขาเสมอ และจะหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างแน่นอน คุณพ่อเป็นคนชอบวิจารณ์ แต่จะไม่วิจารณ์สิ่งที่รู้ว่าตัวเองไม่สามารถหาทางแก้ได้ ดังนั้นถ้าคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ คุณพ่อจะหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาแน่นอน เช่น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าถ้าคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ แน่นอนว่าอาร์เจนตินาคงไม่อยู่ในสภาพนี้ มันยากมากที่จะตอบคำถามนี้ได้เพราะว่าเงื่อนไขต่าง ๆ มันไม่เหมือนกัน แต่ฉันเชื่อว่าคุณพ่อจะไม่มีทางหยุดต่อสู้เด็ดขาด หลังจากที่โบลิเวียก็ต้องเป็นที่อาร์เจนตินาแน่นอน ดังนั้นสถานการณ์ในลาตินอเมริกาก็คงไม่เหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

Q: ถามกลับกัน สมมติว่าคุณเป็นคุณเช ปัญหาอะไรที่คุณทนไม่ได้ คุณจะรีบแก้เป็นอันดับแรก

คุณพ่อก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่ใช่พระเจ้าอะไร ดังนั้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งสิ่งที่ทำได้ก็คือช่วยเหลือคน ทำงานกับชาวบ้านในการแก้ปัญหา วิจารณ์ปัญหา แก้ไขปัญหา ต้องแอคทีฟ ต้องทำสิ่งต่าง ๆ อยู่แน่นอนเหมือนกับพวกเราทุกคน

Q: อะไรคือปัญหาที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุดในคิวบา ที่คุณอยากแก้

ปัญหา sanctions (การคว่ำบาตร) ที่สหรัฐอเมริกาทำกับคิวบา เป็นปัญหาที่หนักและรุนแรงที่สุดที่คิวบามีอยู่ทุกวันนี้ ถ้าวันนี้สหรัฐเลิก sanctions คิวบา แน่นอนว่าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาปัญหาทุกอย่างในคิวบาจะหายไปอย่างมากมาย ทุกท่านคงเคยได้ยินนโยบายบล็อกทางเศรษฐกิจที่สหรัฐมีต่อคิวบา แต่ถ้าทุกคนไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีทางเห็นได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างจากนโยบายนั้น ฉันจะยกตัวอย่างให้ฟัง ลองนึกภาพแผนที่โลกนะคะ คิวบาอยู่ตรงนี้ นิวซีแลนด์อยู่ตรงฝั่งนี้ (ทำมือแยกคนละฝั่ง) พวกเราต้องหานมผงทารกมาจากนิวซีแลนด์ เพราะไม่มีใครขายนมผงให้เราเลย ทั้งที่อเมริกาเป็นนักผลิตและส่งออกนมผง ถ้าอเมริกาไม่อยากทำการค้าขายกับเราไม่เป็นไร เราเข้าใจ แต่สิ่งที่เราไม่เข้าใจคือทำไมต้องกีดกันประเทศอื่นไม่ให้ค้าขายหรือไม่ให้ช่วยเหลือคิวบา

ไอ้การ sanctions นี้มันส่งผลกระทบต่อคิวบาเป็นอย่างมาก เราต้องเดินทางไปถึงนิวซีแลนด์เพื่อจะหานมผงให้เด็กทารก แล้วราคาในการเดินทางมันเท่าไหร่ พวกเราต้องเช่าคอนเทนเนอร์ เช่าเรือขนส่งนมผงกลับคิวบา ตามกฏหมายของการ sanctions ถ้าเกิดว่ามีเรือไปรับนมผงที่นิวซีแลนด์กลับมาที่คิวบา ภายในเวลา 6 เดือนเรือลำนั้นจะไม่สามารถเข้าเทียบท่าเรือที่สหรัฐอเมริกาได้ ดังนั้นสิ่งที่พวกเราต้องทำคือจ่ายเงินให้เรือนี้ 3-4 เท่าจากราคาเดิมเพื่อที่เจ้าของเรือจะสามารถนำเรือไปรับนมผงที่นิวซีแลนด์มาส่งที่คิวบาได้ ทุกท่านลองนึกตามสิคะว่าถ้าเกิดว่านโยบายนี้มันหายไปประเทศเราจะเก็บเงินได้มากขึ้นอีกเท่าไหร่ แล้วพวกเราจะสามารถนำเงินตรงนี้ไปพัฒนาประเทศได้มากมายขนาดไหน ดังนั้นสิ่งนี้เป็นปัญหาหลักและหนักมากที่สุดของประเทศคิวบา

Q: คุณคิดว่าถ้าพ่อของคุณยังอยู่ เขาจะหาทางแก้ปัญหานี้อย่างไร

คุณพ่อไม่สามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ คนที่แก้ปัญหานี้ได้คือรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพราะอเมริกาเป็นฝ่ายเริ่ม sanctions คิวบา และเป็นคนที่ทำลาย sanctions นี้ได้ สิ่งที่เราต้องการคือแรงกดดันจากประเทศทั่วโลกให้ส่งแรงกดดันไปที่อเมริกา ให้เขารู้สักทีว่าเขาควรยกเลิกการ sanctions คิวบา นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ คือพวกเราต้องการ solidarity (ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน)

Q: ตอนนี้เทรนด์ทั่วโลกกลับไปมีแนวคิดชาตินิยมมากขึ้น ในแถบลาตินอเมริกามีความเป็นชาตินิยมมากขึ้นไหม

ฉันขอเปรียบเทียบสองคำคือคำว่าชาตินิยมและนิยมต่างชาติ พวกเราต้องรู้จักที่จะลบเส้นพรมแดนนั้นออกไป แล้วหาความเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มประเทศต่างๆ อันนี้ควรเป็นอนาคตของมนุษยชาติในการกำจัดพรมแดนออกไป

Q: คนคิวบาให้นิยามเช เกวารา และฟิเดล กัสโตร อย่างไร

มันเป็นเกียรติสำหรับคนคิวบาที่ได้ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกันกับคนสำคัญอย่างเชและฟิเดล กัสโตร

 

——————————–

*หนังสือ REMEMBERING CHE My Life with Che Guevara เพิ่งแปลเป็นภาษาไทย โดย เบญจมาศ วงศ์สาม และตีพิมพ์โดยความร่วมมือของสำนักพิมพ์ Golden Leaves Press และ สำนักพิมพ์ยิปซี