เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
Automotive GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
Columns เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
Real Estate ‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
Finance หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
Politics ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
Business ‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
Politics นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
Finance คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
ดูทั้งหมด

ทนายนิติบุคคล แอชตัน อโศก โต้ 4 ประเด็น สู้สยามสมาคมฟ้องทุบ ทิ้งตึก

06 ม.ค. 2566 | 11:43น.

ทนายความนิติบุคคล “แอชตัน อโศก” เปิดบทความโชว์ 4 ประเด็นอุทธรณ์ โต้ “สยามสมาคม” ฟ้องทุบตึก อ้อนภาครัฐอย่าโดดเดี่ยว 668 เจ้าของห้องชุด

วันที่ 6 มกราคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิสุทธิ์ รักวงษ์ ตัวแทนกฎหมายนิติบุคคลโครงการแอชตัน อโศก ได้นำเสนอบทความ เปิดประเด็นอุทธรณ์แอชตัน อโศก : การต่อสู้ครั้งสำคัญของผู้สุจริตและได้รับผลเสียหายหนักที่สุด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

เปิดประเด็นอุทธรณ์ “แอชตัน อโศก” : การต่อสู้ครั้งสำคัญของผู้สุจริตและได้รับผลเสียหายหนักที่สุด

ความเป็นมา

จากกรณีที่ศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 450/2560 ได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2413/2565 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 โดยมีสาระสำคัญว่า

สยามสมาคม เป็นผู้มีสิทธินำคดีมาฟ้อง แต่สำหรับประเด็นสำคัญในคดีที่ว่าที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งโครงการแอชตัน อโศก ของอนันดา เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หรือไม่นั้น

ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้องในประเด็นนี้ของสยามสมาคมไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าประเด็นนี้ศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ ส.53/2559 คดีหมายเลขแดงที่ ส.19/2564 (“คดีสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน”) ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า

ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งของโครงการแอชตัน อโศก ไม่มีด้านหนึ่งด้านใดของที่ดินยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร ตามที่กฎหมายกำหนด การที่ผู้อำนวยการสำนักการโยธาอนุญาตให้อนันดาทำการก่อสร้างดัดแปลงอาคารโครงการแอชตัน อโศก จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำพิพากษาเพิกถอนใบรับหนังสือแจ้งการก่อสร้างทุกฉบับที่ออกให้แก่อนันดา โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกหนังสือดังกล่าว

สำหรับประเด็นที่ว่า ผู้ว่าราชการ กทม.ละเลยต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ในการออกคำสั่งให้อนันดาระงับการก่อสร้างหรือรื้อถอนอาคารโครงการแอชตัน อโศก หรือไม่นั้น

ศาลปกครองกลางพิพากษาว่า เมื่อผู้ว่าราชการ กทม.ได้รับหนังสือร้องเรียนจากสยามสมาคมว่าการก่อสร้างโครงการแอชตัน อโศก น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ว่าราชการ กทม.มีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อร้องเรียนและแจ้งตอบข้อร้องเรียนให้สยามสมาคมทราบ หากพบว่ามีการกระทำตามข้อร้องเรียนจริง

ผู้ว่าราชการ กทม.ต้องมีคำสั่งให้อนันดาระงับการก่อสร้าง แต่กลับไม่ได้ดำเนินการใด จนกระทั่งอนันดาก่อสร้างแล้วเสร็จ จึงเป็นกรณีที่ผู้ว่าราชการ กทม. ผู้อำนวยการสำนักการโยธา และผู้อำนวยการเขตวัฒนาละเลยต่อหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กำหนดให้ต้องปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองกลางเห็นว่าปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้มีการโอนขายให้แก่ประชาชนไปแล้ว 668 ห้อง จากการก่อสร้างห้องพักอาศัยทั้งสิ้น 783 ห้อง หากศาลจะมีคําพิพากษาให้รื้อถอนอาคารโครงการแอชตัน อโศก ในส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้ให้โอกาสแก่ผู้ว่าราชการ กทม. ผู้อำนวยการสำนักการโยธา และผู้อำนวยการเขตวัฒนา ได้หาวิธีการเยียวยาแก้ไขความเดือดร้อนและเสียหายให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก และเจ้าของร่วมซึ่งเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคําสั่งตามใบรับแจ้งการก่อสร้าง และถือว่าเป็นบุคคลภายนอกที่ต้องได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายควบคุมอาคารของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ประกอบกับในทางพฤตินัยที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งของโครงการเป็นไปตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่น่าจะสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ศาลปกครองชั้นต้นจึงพิพากษาให้ผู้ว่าราชการ กทม. ผู้อำนวยการสำนักการโยธา ผู้อำนวยการเขตวัฒนา อนันดาและ รฟม. หาวิธีการแก้ไขให้ที่ดินเป็นไปตามกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ให้ผู้ว่าราชการ กทม. หรือผู้อำนวยการเขตวัฒนา รื้อถอนอาคารโครงการแอชตัน อโศก เฉพาะแต่ส่วนของอาคารที่ได้ก่อสร้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ในส่วนของอาคารที่สูงเกินกว่าความกว้างของทางจำเป็น 6.40 เมตร) ให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน

คำพิพากษาที่ตัดสินออกมานั้นยังคงไม่ใช่บทสรุปของเรื่องนี้ เนื่องจากคู่กรณีที่ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าวต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน คือ ภายในวันที่ 24 ธันวาคม 2565

“นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก” อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง

จากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2565 นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก ในฐานะตัวแทนลูกบ้านซึ่งเป็นผู้ร้องสอดที่ 3 จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้ศาลปกครองสูงสุดยกคำฟ้องของสยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยในอุทธรณ์ได้ระบุเหตุผลคัดค้านคำพิพากษาของศาลปกครองกลางด้วยเหตุผลตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวม 128 หน้า ซึ่งมีประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

ประเด็นแรก : สิทธิในการฟ้องคดี

นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก อุทธรณ์ว่า ข้ออ้างที่สยามสมาคมอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยอ้างว่าการก่อสร้างโครงการแอชตัน อโศก ทำให้อาคารเรือนคำเที่ยงได้รับความเสียหายจนต้องฟ้องคดีนี้เพื่อให้ระงับการก่อสร้างอาคาร เพิกถอนใบอนุญาตและให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เห็นได้จากปัจจุบันโครงการแอชตัน อโศก ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้ง 50 ชั้น โดยที่สยามสมาคมและเรือนคำเที่ยงก็ยังคงอยู่โดยไม่ได้รับความเสียหายดังอ้างไว้ในคำฟ้อง และยังปรากฏว่าอนันดาได้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างจนเป็นที่พอใจแก่สยามสมาคมแล้ว ดังนั้น สยามสมาคมจึงมิได้เป็นผู้เดือดร้อนเสียหายในคดีนี้

นอกจากนี้ สยามสมาคมได้รู้ถึงการก่อสร้างโครงการแอชตัน อโศก ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตั้งแต่เดือนสิงหาคม-กันยายน 2557 และได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังผู้ว่าราชการ กทม. ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2559 แล้วไม่ได้รับการชี้แจง แต่เพิ่งนำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2560 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2522

กรณีจึงชอบที่ศาลปกครองจะยกฟ้องของสยามสมาคม แต่ศาลปกครองชั้นต้นกลับไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีดังกล่าว ทั้งที่หากศาลปกครองชั้นต้นได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีดังกล่าวก็ชอบที่จะมีคำพิพากษายกฟ้องคดีนี้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาฟ้องคดีแล้ว

ประเด็นที่สอง : ความชอบด้วยกฎหมายของทางเข้าออกโครงการแอชตัน อโศก

นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก อุทธรณ์ว่า คู่ความในคดีนี้ไม่ได้เป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีหมายเลขดำที่ ส.53/2559 คดีหมายเลขแดงที่ ส.19/2564 คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความ รวมถึงนิติบุคคลอาคารชุดด้วย ศาลปกครองกลางในคดีนี้จึงต้องพิจารณาประเด็นที่ว่าที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งของโครงการแอชตัน อโศก มีด้านหนึ่งด้านใดของที่ดินยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะตามกฎหมายหรือไม่

จากพยานหลักฐานที่ปรากฎในคดีนี้ ซึ่งจากการตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีนี้ นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก และเจ้าของร่วมเชื่อโดยสุจริตว่าหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบการก่อสร้างอาคารชุดแอชตัน อโศก แล้วว่าชอบด้วยกฎหมาย และเชื่อโดยสุจริตว่า การที่ รฟม.อนุญาตให้ใช้ที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนเป็นทางเข้า-ออกโครงการแอชตัน อโศก ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการก่อสร้างอาคารชุดแอชตัน อโศก เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ได้แก่

(1) สำนักงานเขตวัฒนา (2) สำนักงานโยธา กรุงเทพมหานคร (3) กรมโยธาธิการและผังเมือง (4) สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (5) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (6) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (7) สำนักงานที่ดินพระโขนง และ (8) กรมที่ดิน

ดังนั้น ประชาชนทั่วไปรวมทั้งเจ้าของร่วมย่อมต้องเชื่อโดยสุจริตใจว่าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่หรือคณะกรรมการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและจดทะเบียนอาคารชุดโครงการอาคารชุดแอชตัน อโศก

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในขั้นตอนต่าง ๆ จนกระทั่งได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐหลายฉบับ ได้แก่

(1) ใบรับหนังสือแจ้งการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร โดยไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 39 ทวิ รวม 3 ฉบับ  (2) ใบรับรองการก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือเคลื่อนย้ายอาคาร หรือแบบ อ.6 (3) หนังสือรับรองการจดทะเบียนอาคารชุด

(4) หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (5) ใบอนุญาตให้ใช้ทางของผู้ร้องสอดที่ 2 (6) ใบอนุญาตเชื่อมทางสาธารณะ(7) หนังสือเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จึงยิ่งทำให้เจ้าของร่วมเชื่อมั่นว่าโครงการได้ก่อสร้างโดยชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับประเด็นที่ รฟม. อนุญาตให้ใช้ที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนมาเป็นทางเข้าออกโครงการนั้น เจ้าของร่วมเห็นว่าการอนุญาตให้โครงการแอชตัน อโศก ใช้ที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนเป็นทางเข้าออกโครงการไม่เป็นเหตุทำให้การใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนต้องเสียไป และไม่ได้กระทบต่อการให้บริการรถไฟฟ้าและพื้นที่จอดรถบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุขุมวิท

เนื่องจากการใช้ทางเข้า-ออกดังกล่าวเป็นเพียงการใช้ที่ดินร่วมกันระหว่าง รฟม.เจ้าของร่วมในโครงการแอชตัน อโศก และประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า โดยนอกจากการใช้ประโยชน์ร่วมในส่วนที่เป็นทางเข้า-ออกพื้นที่จอดรถยนต์สำหรับประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าแล้ว

รฟม.ยังได้ใช้บริเวณพื้นที่ใต้ดินของที่ดินทางเข้า-ออกของโครงการแอชตัน อโศก เป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสุขุมวิทที่ประกอบไปด้วยอาคารสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินและระบบรางรถไฟฟ้าใต้ดินอันเป็นวัตถุประสงค์โดยตรงของกิจการรถไฟฟ้าอีกด้วย และยังเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับ รฟม.

ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก ได้ขอให้ศาลปกครองตรวจสอบทางเข้า-ออกพิพาทเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในประเด็นที่ว่า รฟม.ได้ใช้ที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนบริเวณบนดินและใต้ดินตามวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนหรือไม่ และการที่ รฟม.อนุญาตให้ใช้ที่ดินดังกล่าว เป็นทางเข้าออกอาคารชุดแอชตัน อโศก สู่ถนนอโศกมนตรี เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการรถไฟฟ้าและพื้นที่จอดรถบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุขุมวิท หรือเป็นเหตุทำให้การใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนต้องเสียไปหรือไม่

แต่ศาลปกครองกลางไม่รับคำร้อง นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก จึงโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้และขอให้ศาลปกครองสูงสุดอนุญาตให้ตรวจสอบทางเข้า-ออกพิพาทเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในประเด็นการใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนมีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาพิพากษาคดีนี้

ประเด็นที่สาม : เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก เชื่อว่าผู้ว่าราชการ กทม. ผู้อำนวยการสำนักการโยธา ผู้อำนวยการเขตวัฒนา ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายน่าจะได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการแอชตัน อโศก แล้ว มิเช่นนั้นแล้ว ผู้ว่าราชการ กทม.คงจะไม่ออกใบรับแจ้งการก่อสร้างตามมาตรา 39 ทวิ และไม่ออกใบรับรองการใช้อาคาร (อ.6) ให้แก่ทางอนันดา

นอกจากนี้ ศาลปกครองชั้นต้นเองยังได้มีคำพิพากษาว่าเจ้าหน้าที่ กทม.ได้เข้าไปประสานงานดูแลซ่อมแซมแก้ไขความเสียหายให้กับสยามสมาคมมาโดยตลอด และเคยได้รับแจ้งจากสยามสมาคมว่าไม่ติดใจเรื่องความเสียหายแล้ว แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ กทม.ได้ติดตามตรวจสอบให้ความช่วยเหลือสยามสมาคมตามที่ได้เคยร้องเรียนไว้มาโดยตลอด แต่สยามสมาคมเป็นฝ่ายปฏิเสธการช่วยเหลือ

ดังนั้นความเสียหายที่สยามสมาคมอ้างว่าเกิดขึ้นจากการก่อสร้างโครงการแอชตัน อโศก ในคดีนี้จึงผ่านพ้นไปจนโครงการแอชตัน อโศก ได้เปิดการใช้งานมามากกว่า 4 ปีแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าก่อความเสียหายใด ๆ อีก  จึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องพิจารณาคดีนี้อีกต่อไป

ประเด็นที่สี่ : ความเสียหายจากการรื้อถอนอาคาร

กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การก่อสร้างอาคารชุดแอชตัน อโศก ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่ในทางพฤตินัย โครงการแอชตัน อโศก มีทางเข้าออกขนาดกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะ ซึ่งมีขนาดเพียงพอสำหรับทางเข้าออกของรถดับเพลิง และเพียงพอสำหรับการบรรเทาสาธารณภัยกรณีเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายแล้วนั้น

นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก ก็ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าระบบป้องกันอัคคีภัยของโครงการแอชตัน อโศก เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายควบคุมอาคาร สมดังเจตนารมณ์ในการป้องกันอัคคีภัยแล้ว และขอให้ศาลปกครองสูงสุดนำหลักความได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์ที่สาธารณชนจะได้รับจากการรื้อถอนโครงการเปรียบเทียบกับความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทุกภาคส่วนที่จะเกิดขึ้นจากการรื้อถอนโครงการ มาใช้ประกอบการพิพากษาคดี

เช่นเดียวกับที่ศาลปกครองสูงสุดเคยนำหลักความได้สัดส่วนมาประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีเช่นเดียวกับที่เคยใช้หลักการดังกล่าวในคดีแปร ปตท. ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.35/2550  ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงประโยชน์สาธารณะ ทางได้เสียของทุกฝ่าย ตลอดจนผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งกับภาครัฐและเอกชนดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว

เห็นได้ชัดเจนว่าหากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้รื้อถอนโครงการแอชตัน อโศก จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเจ้าของร่วม สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อในโครงการ ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายอื่นอีกไม่น้อยกว่า 14 โครงการ ที่ใช้ทางเข้าออกที่ได้มาจากการเวนคืน อนันดา รฟม. ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง และความเสียหายจากการรื้อถอนอาคารชุดแอชตัน อโศก ต้องลุกลามไปถึงระบบการลงทุน และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างมหาศาลโดยไม่อาจประเมินค่าได้

ในทางกลับกัน การมีอยู่ของโครงการแอชตัน อโศก ไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นถึงความเสียหายต่อบริการสาธารณะและประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งไม่ปรากฏว่า รฟม. ประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเป็นบุคคลที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสีย แต่ยิ่งไปกว่านั้น การรื้อถอนอาคารชุดแอชตัน อโศก การเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างและดัดแปลงอาคารก็ไม่ทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด เจ้าของร่วมจึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาพิพากษาคดีโดยคุ้มครองประชาชนผู้สุจริตและใช้หลักแห่งความได้สัดส่วนเพื่อหาทางออกที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันต่อทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรมด้วย

ตอนจบของมหากาพย์คอนโดฯแห่งนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานในวงการอสังหาริมทรัพย์เลยก็ว่าได้ บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องรอลุ้นกันในคดีหมายเลขแดงที่ ส19/2564 ที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวกรวม 16 คน ยื่นฟ้องขอให้รื้อถอนอาคารชุดแอชตัน อโศก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างที่ศาลปกครองสูงสุดจัดทำคำพิพากษา แต่เป็นที่น่าเสียดายที่นิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก และลูกบ้าน ไม่ได้เข้าไปเป็นคู่ความดังกล่าว จึงไม่ได้มีโอกาสนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเดือดร้อนเสียหายที่เกิดขึ้นเข้าไปในคดีนั้น

แต่ความเสียหายหายที่เกิดขึ้นกับลูกบ้านน่าเป็นข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งทางนิติบุคคลอาคารชุดแอชตัน อโศก และลูกบ้าน ยังคงมีความหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะไม่ทอดทิ้ง 668 ครอบครัวที่มีบ้านอยู่ในอาคารแห่งนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แอชตัน อโศก