เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
Automotive GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
Columns เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
Real Estate ‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
Finance หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
Politics ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
Business ‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
Politics นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
Finance คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
ดูทั้งหมด

เปิดกลยุทธ์ลงทุน “หุ้น-บอนด์” เดือน พ.ค. เอเซียพลัส เชื่อ BUY IN MAY

06 พ.ค. 2567 | 10:00น.
หุ้น

เปิดกลยุทธ์ลงทุน “หุ้น-บอนด์” เดือน พ.ค. 2567 บล.เอเซีย พลัส เชื่อ จาก BOTTOM OUT สู่ BUY IN MAY

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด รายงานว่า กลยุทธ์การลงทุนในเดือน พ.ค. 2567 แนะนำคงน้ำหนักพอร์ตหุ้นไทย 30% ของพอร์ต (Neutral) โดยมองกรอบการ
เคลื่อนไหวของ SET Index เดือน พ.ค. ไว้ที่ 1,330-1,430 จุด โดย SET Index ที่ย่อตัวลงมาอยู่ในโซนน่าสะสม และยังมีอัพไซด์เหลือพอสมควร ปี 2567 น่าจะเป็นจุดหาหุ้นเพิ่มน้ำหนักในพอร์ต กลยุทธ์แนะนำหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง กำไรฟื้นตัว ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ อย่าง CPALL, KBANK, SJWD, CK, WHA, CPF

การลงทุนต่างประเทศ

ประเด็นธนาคารกลางต่าง ๆ อาจคงดอกเบี้ยนโยบายนานขึ้น แต่ตลาดคาดจะปรับลดในช่วงปลายไตรมาส 3/2567 ส่วนตอนนี้เข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบฯงวดไตรมาส 1/2567 ของหุ้นสหรัฐ ซึ่งข้อมูลล่าสุดประกาศมาแล้ว 154 บริษัท ดีกว่าตลาดคาด 9% ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังเติบโตราว 3% มอง
ให้ความเสี่ยงต่อการเกิด Recession ลดลง ตามลำดับ

ฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นต่างประเทศไว้ที่ 30% ของพอร์ตการลงทุน (Neutral) โดยกลยุทธ์เน้นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งและธุรกิจมีการเติบโตอิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคตเป็นหลักอย่าง TSMC (TSM US) และ Novo Nordisk (NVO US)

ตราสารหนี้

สัญญาณโฟลว์ต่างชาติทยอยไหลออกจากตราสารหนี้ราว 2.9 หมื่นล้านบาท (เดือน เม.ย. 2567) ไหลออกต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ของตราสารหนี้ไทยขยับขึ้นเกือบทุกช่วงอายุ ส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจชะลอออกไป และเกิดขึ้นจริงช่วงต้นปี 2568 เว้นแต่ตัวเลขเศรษฐกิจบ่งชี้ถึงสัญญาณการชะลอตัว

กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้อยู่ที่ 25% ของพอร์ตรวม (มากกว่าตลาดอ้างอิง) เน้นชื่อผู้ออกที่เป็นที่รู้จัก Top picks คือ CPALL266A, TPIPP267A, BANPU269A

แนะนำจัดสรรพอร์ตลงทุน

  • หุ้นต่างประเทศ 30%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ 25%
  • ตราสารอื่น ๆ 10%
  • ตลาดเงิน 5%

จาก BOTTOM OUT สู่ BUY IN MAY

  • ตลาดหุ้นไทยตอบรับความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์จนอัพไซด์เปิดกว้าง เป้าหมายที่ 1,580 จุด
  • นโยบายการเงินรอก่อน แต่นโยบายการคลังพร้อม บวกกำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มฟื้นตัวเป็นขั้นบันได
  • ความเชื่อมั่นเพิ่ม รอฟันด์โฟลว์สลับมาซื้อ
  • แนะนำหุ้นพื้นฐาน กำไรฟื้น ได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ อย่าง CPALL, KBANK, SJWD, CK, WHA, CPF

ฝ่ายวิจัยประเมินภาพรวมการลงทุนของตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ค. มีโอกาสผ่านพ้นจุดต่ำสุด และเริ่มเห็นหลายปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจ อาทิ นโยบายการคลังที่เข้มข้นผ่านการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ภายในช่วงเวลาเพียง 5-6 เดือน ด้วยมูลค่า 3.48 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 9.3% รวมถึงมาตรการกระตุ้นต่าง ๆ ของภาครัฐ ทั้งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท, ฟรีค่าธรรมเนียม VISA สำหรับนักท่องเที่ยว และการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ในระยะถัดไป

ต่อมาแม้ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐอาจจะคงไว้ 5.5% ยาวนานขึ้น หลังเงินเฟ้อสูงกว่าคาด จากประเด็นสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ แต่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงน่าจะเริ่มเห็นได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้

นอกจากนี้ยังมีการสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของตลาดหุ้นไทย คอยหนุนปริมาณการซื้อขายจะค่อย ๆ กลับมา หลังทางการออกมาตรการควบคุม Short Sell คาดเริ่มมีผลบังคับใช้ช่วงปลายไตรมาส 2/2567 หวังหนุน Turnover ของ SET มีโอกาสกลับมาสูงกว่า 70% ต่อปี

ส่วนประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม การรายงาน GDP ไทยงวดไตรมาส 1/2567 ตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 0.6% QOQ หลบความเสี่ยง Technical Recession ได้ และมีโอกาสฟื้นขึ้นเป็นขั้นบันใด ส่วนทางเศรษฐกิจโลกที่ทยอยย่อตัวลง อีกทั้งต้องติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. และเฟดจะเป็นทิศทางอย่างไร ก่อนการประชุมช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2567

ในมุมตลาดหุ้นไทยมีความน่าลงทุนมากขึ้น คือ 1. มุมกำไรบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 1/2567 ที่มีโอกาสเติบโต QOQ เด่นจากฐานกำไรงวดไตรมาส 4/2566 ที่ต่ำกว่าปกติ พร้อมกับมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหนุน หลังค่าเงินบาทอ่อนค่าแรงกว่า 7% ในช่วงไตรมาส 1 ซึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่ามีสัดส่วนมาร์เก็ตแคปกว่า 40% รวมถึงราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นแรงเกิน 15% นับจากต้นปี (YTD) หนุนให้เกิด Stock Gain ในหุ้น Commodity ที่มีสัดส่วนหลักในตลาด

2. มุม Valuation SET จะเห็นแนวรับสำคัญทางพื้นฐานที่บริเวณ 1,350 จุด โดย SET ที่ระดับ 1,350 จุด มี PER67F ที่ 14.7 เท่า (-1SD ในรอบ 10 ปี) และเป็นระดับต่ำสุดรองจากช่วงวิกฤตโควิดปี 2563 ขณะที่ในเชิง PBV มีค่าที่ 1.31 เท่า (-2SD ในรอบ 10 ปี)

อีกทั้งยังเป็นบริเวณที่ส่วนต่างผลตอบแทนตราสารหนี้กับหุ้นกว้างมาก โดยมี MEYG ที่ 4.25% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต) หนุนให้เม็ดเงินมีโอกาสทยอยไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน SET Index ยังมีอัพไซด์จากดัชนีเป้าหมายที่ 1,580 จุด อยู่พอสมควร กลยุทธ์การลงทุน เดือน พ.ค. แนะนำหุ้นพื้นฐาน กำไรฟื้น ได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ อย่าง CPALL, KBANK, SJWD, CK, WHA, CPF

ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เปราะบาง แต่ไม่แตกหัก

ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่อิหร่าน โจมตีโดยตรงเข้าไปที่อิสราเอล จนมีนายทหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่อิหร่านเสียชีวิต 7 ราย เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2567 ส่งผลให้เวลาต่อมา (14 เม.ย. 2567) อิหร่านได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ โดยยิงโดรนและขีปนาวุธราว 300 ลูก ไปยังพื้นที่ทางทหารในประเทศอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม แม้เกิดความเสียหายจะจำกัด แต่สงครามของอิสราเอลอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะตอบโต้อิหร่านในรูปแบบใดต่อไป ซึ่งสภาวะดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อความรุนแรง และโอกาสที่สงครามจะขยายวง จึงต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ผลพวงที่ตามมา กรณีความขัดแย้งทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง อาจกระทบต่อหลายภาคส่วน เริ่มจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน เสี่ยงผลักให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยล่าสุดเดือน เม.ย. 2567 พุ่งขึ้นเหนือ 84.6 เหรียญ/บาร์เรล สูงกว่าปีก่อนราว 7.7% YOY ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

สำหรับองค์ประกอบเงินเฟ้อจากหมวดพลังงานในสหรัฐ มีสัดส่วนราว 6.8% ขณะที่ไทยมีสัดส่วนราว 12.4% อย่างไรก็ดี ต้นทุนราคาพลังงานที่เร่งตัว อาจส่งผ่านไปยังหมวดสินค้าอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ถือเป็นแรงผลักให้เงินเฟ้อขยับขึ้นได้ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปยังช่วงระยะเวลาการเริ่มปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่าง ๆ ที่มีโอกาสถูกเลื่อนออกไป

ท้ายที่สุดแล้วหากสงครามบานปลาย คงหนีไม่พ้นที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่ (MACRO ECONOMY) ซึ่งหากย้อนไปช่วงเกิดสงครามรัสซีย-ยูเครนในไตรมาส 2/2565 กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (GDP GROWTH) หดตัว -0.9% YOY ส่วนเศรษฐกิจไทยโตแค่ +2.4% YOY รวมถึงช่วงเกิดสงครามอิสเอล-ฮามาสในไตรมาส 4/2566 กดดัน GDP GROWTH โลกและไทย ขยายตัวได้พียง 2.7% YOY และ 1.7% YOY ตามลำดับ

วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงมาช้า แต่ก็ต้องมา

ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือน มี.ค. 2567 ขยายตัว 3.5% YOY (+0.4% MOM) สูงกว่าคาดที่ 3.4% YOY และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 3.2% YOY ส่วน CORE CPI ขยายตัว 3.8% สูงกว่าคาดที่ 3.7% เช่นกัน

ขณะที่ทิศทางเงินเฟ้อในระยะถัดไปยังมีความเสี่ยงที่จะขยับขึ้น จากความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐสาตร์ที่อาจทวีความรุนแรงอีกครั้ง จนกระทบกับกำลังการผลิตน้ำมันหรือ SUPPLY SIDE และกดดันให้ปัญหาเงินเฟ้อความคุมได้ยากขึ้น เสี่ยงมีแนวโน้มเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2% ได้ช้าลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนาน

ปัจจุบัน CME FED WATCH TOOL ปรับมุมมองโดยคาดจะลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ก.ย. 2567 โดยให้น้ำหนักอยู่ที่ 44.5% และในปี 2567 คาดลดดอกเบี้ยเพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งต่างจากช่วงต้นเดือนที่คาดจะลดดอกเบี้ยตั้งแต่ มิ.ย. 2567 และลดดอกเบี้ย 3-4 ครั้ง ขณะที่ DOT PLOT เมื่อ มี.ค. 2567 คาดจะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง

ภาวะดังกล่าวหนุนให้บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสะท้อนความคาดหวังของตลาดการเงินว่าอาจเห็นเฟดยืนดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง 5.5% นานกว่าคาด

อีกแง่มุมหนึ่งในฝั่งยุโรปมีสัญญาณเงินเฟ้อในเดือน มี.ค. 2567 ที่ชะลอตัวชัดเจนเหลือ +2.4% YOY ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาด 2.5% YOY และเดือนก่อนที่ 2.6% YOY อีกทั้งยังเป็นระดับที่เข้าใกล้กรอบเป้าหมาย 2% มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของ GDP GROWTH ของยุโรป ซึ่งในไตรมาส 1/2566 Consensus ประเมินว่าจะโตแค่ 0.2% YOY ถือเป็นปัจจัยบวกหนุนให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในวันที่ 6 มิ.ย. 2567

โดยสรุปด้วยบริบทของ ECB และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ที่ควบคุมเงินเฟ้อในยุโรปและอังกฤษได้ค่อนข้างดี ทยอยลดลงจนอยู่ในระดับที่เข้าใกล้ 2% เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนให้ ECB และ BOE เริ่มวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเร็วกว่าเฟด โดย BLOOMBEG CONSENSUS คาดการณ์ว่า ECB จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. 2567 ตามมาด้วย BOE ที่จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. 2567 และสุดท้ายมองว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. 2567

เศรษฐกิจไทยเติบโตเป็นขั้นบันได

หลายสำนักเศรษฐกิจทยอยปรับประมาณการ GDP GROWTH ของไทยปีนี้ลง ที่บริเวณ 2.4-2.8% (เดิมคาดราว 3.2%) โดยล่าสุด สศค. ปรับลดปรับประมาณการ GDP GROWTH ของไทยในปี 2567 เติบโตแค่ 2.4% YOY (ค่ากลางช่วง 1.9-2.9%) ซึ่งลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.8% YOY

โดยมีแรงกดดันมาจากการส่งออกไทยในไตรมาส 1/2567 ปรับตัวลดลงราว -0.2% YOY ซึ่งหดตัว
มากกว่าคาดการณ์ เฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอุตสาหกรรม บวกกับภาคการผลิตชะลอตัว นอกจากนี้ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าจากปัจจัยภายนอกประเทศ คือ วิกฤตการณ์ในยูเครนและความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-กาซา

และปัจจัยภายในประเทศ คือ ความล่าช้าของการเบิกจ่ายภาครัฐ และจีดีพีไตรมาส 4/66 ที่ออกมา -0.66% QOQ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด TECHNICAL RECESSION (GDP GROWTH QOQ ติดลบต่อกัน 2 ไตรมาส)

ภาวะดังกล่าว สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทย ต้องการแรงกระตุ้นทั้งในส่วนของนโยบายการคลังที่เข้มข้น และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อหลีกหนีจากภาวะชะลอตัว ซึ่งหากพิจารณาเป็นรายไตรมาส จะเห็นได้ว่า GDP GROWTH มีโอกาสเติบโตเป็นขั้นบันได และมีความเสี่ยงน้อยที่ GDP จะติดลบ QOQ โดย BLOOMBERG คาด GDP ไตรมาส 1/2567 +0.6% QOQ +1.4% YOY

ขณะที่ระยะถัดไปช่วงไตรมาส 2-4 ปีนี้ จะเติบโต 2.0% YOY, 2.8% YOY และ 3.9% YOY ตามลำดับ ทั้งนี้ต้องติดตามแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังอย่าง ดิจิทัลวอลเลต ที่อาจเพิ่มอัพไซด์ของประมาณการ GDP ไทยปี 2567 ได้เป็นราว 3.5-4% YOY

อย่างไรก็ดี บทบาทของนโยบายการคลังที่ทยอยเดินหน้า เชื่อว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 2-4 ปีนี้ ขณะที่เป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย คงต้องเน้นการใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคครัวเรือน รวมถึงการลงทุน

ซึ่งฝ่ายวิจัยจะจำแนกรายละเอียดดังนี้ 1. การใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567
วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท และอนุมัติกรอบงบประมาณปี 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท โดยงบประมาณรายจ่ายปี 2567 ได้กำหนดรายจ่ายลงทุนไว้ที่ 7.2 แสนล้านบาท ซึ่งมีระยะเวลาเร่งเบิกจ่ายเพียงแค่ 5 เดือน

ทั้งนี้หากพิจารณาถึงความต่อเนื่องของการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงปี 2567-2568 รวมระยะเวลา 17 เดือน น่าจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าสู่ภาคการลงทุนค่อนข้างสูงราว 1.63 ล้านล้านบาท (เฉลี่ยราว 1 แสนล้านบาท/เดือน) เชื่อว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ ของภาครัฐ จะถูกเร่งดำเนินการ ถือเป็นเซนติเมนต์เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง อาทิ SCC, SCCC TASCO, STEC, CK เป็นต้น