เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าเงินบาทวันนี้ (14 ก.ย. 69) เปิดตลาด 33.08 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (14 ก.ย. 69) เปิดตลาด 33.08 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ใช้จ่าย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เชียงใหม่พุ่ง 3.9 พันล้าน
Economic ใช้จ่าย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เชียงใหม่พุ่ง 3.9 พันล้าน
คุยกับ ‘ดร.ต้า-วิโรจน์’ จากอดีตพนักงานเฟซบุ๊ก-ผู้ก่อตั้ง Skooldio สู่แม่ทัพ AI ไลน์แมน-วงใน
Tech คุยกับ ‘ดร.ต้า-วิโรจน์’ จากอดีตพนักงานเฟซบุ๊ก-ผู้ก่อตั้ง Skooldio สู่แม่ทัพ AI ไลน์แมน-วงใน
ราคาน้ำมันวันนี้ (14 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (14 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
แก้กฎหมายธุรกิจต่างด้าว ลดขั้นตอน-ทบทวน 3 กลุ่ม บัญชีท้าย
Economic แก้กฎหมายธุรกิจต่างด้าว ลดขั้นตอน-ทบทวน 3 กลุ่ม บัญชีท้าย
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (14 ก.ย. 69) ปรับลง 0.59% อยู่ที่ 76,774 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (14 ก.ย. 69) ปรับลง 0.59% อยู่ที่ 76,774 เหรียญสหรัฐ
ยกเครื่อง ‘การแข่งขัน’ เลิกบิดเบือนตลาดรับกติกาโลก
Economic ยกเครื่อง ‘การแข่งขัน’ เลิกบิดเบือนตลาดรับกติกาโลก
ก.ล.ต.ย่นเวลา IPO ดึง New Economy เข้าตลาดหุ้น
Finance ก.ล.ต.ย่นเวลา IPO ดึง New Economy เข้าตลาดหุ้น
ดวงรายสัปดาห์ 13-19 กันยายน 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 13-19 กันยายน 2569
“เนื้อโพนยางคำ GI” 500 ล้าน สุดยอดผลิตภัณฑ์ “โคขุน” จากชุมชน
Economic “เนื้อโพนยางคำ GI” 500 ล้าน สุดยอดผลิตภัณฑ์ “โคขุน” จากชุมชน
ดูทั้งหมด

พาณิชย์กางแผนรับมือ ทองคำต้นเหตุ Q1 ขาดดุลการค้า 1.88 แสนล้าน

01 พ.ค. 2567 | 14:44น.
ส่งออกทางเรือ

การเปลี่ยนผ่าน ครม.เศรษฐา 2 ที่ปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตจีโอโพลิติกส์ทั่วโลก โดยไตรมาส 2 จะเป็นการนับหนึ่งการทำงานเพื่อพิสูจน์ฝีมือของ ทีมงานคุณภาพ ที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดี โดยเฉพาะผลงานการขับเคลื่อนตัวเลขการค้าระหว่างประเทศ ที่เพิ่งขยับสู่ “แดนลบ” ระดับ 2 ดิจิตเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน จากการส่งออกล่าสุดในเดือนมีนาคม 2567 ที่ทำได้ 24,960.6 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่า 892,290 ล้านบาท

การนำเข้า มูลค่า 26,123.8 ล้านเหรียญ ขยายตัว 5.6% ดุลการค้าขาดดุล 1,163.3 ล้านเหรียญ ซึ่งเทียบเป็นเงินบาท การส่งออกมูลค่า 892,290 ล้านบาท หดตัว 6.6% การนำเข้ามูลค่า 944,828 ล้านบาท ขยายตัว 10.7% และขาดดุลการค้า 52,538 ล้านบาท

ส่องภาพไตรมาส 1

การส่งออกในไตรมาสแรกของปี 2567 มีมูลค่า 70,995.3 ล้านเหรียญ หรือหดตัว 0.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่ง “ห่างไกล” จากเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์วางไว้ว่า จะเติบโต 1-2% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 75,470.5 ล้านเหรียญ หรือขยายตัว 3.8% และขาดดุลการค้า 4,475.2 ล้านเหรียญ หดตัว 0.2% ซึ่งเมื่อหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 1.3%

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า หากคำนวณเป็นเงินบาท จะพบว่าไตรมาสแรกของปี 2567 การส่งออก มีมูลค่า 2,504,009 ล้านบาท ขยายตัว 4.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 2,692,023 ล้านบาท ขยายตัว 8.2% และไทยขาดดุลการค้า 188,014 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตรา “ขาดดุลการค้าที่สูงสุด”

สินค้าอุตสาหกรรม 80% ติดลบ

หากพิจารณารายละเอียดการส่งออกสินค้าแต่ละประเภทในไตรมาส 1 จะพบว่า สินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมสัดส่วน 79.8% ของการส่งออกทั้งหมด ส่งออกได้ 56,645.6 ล้านเหรียญ หรือติดลบ 0.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 10,056.8 ล้านเหรียญ หดตัว 6.6% จากการส่งออกรถยนต์ทุกประเภท “ติดลบหมด”, เครื่องใช้ไฟฟ้า 7,383.8 ล้านเหรียญ ติดลบ 4.9%, สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ 4,115.4 ล้านเหรียญ ติดลบ 3.2%,

เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก 3,166.4 ล้านเหรียญ ติดลบ 2.5%, ผลิตภัณฑ์ยาง 3,337.2 ล้านเหรียญ ติดลบ 2.8%, เคมีภัณฑ์ 1,870.2 ล้านเหรียญติดลบ 9.1%, เฟอร์นิเจอร์ 328.1 ล้านเหรียญ ติดลบ 1%, หนังและผลิตภัณฑ์หนังฟอกและหนังอัด 186 ล้านเหรียญ ติดลบ 1.3%

ขณะที่สินค้ากลุ่มแร่และเชื้อเพลิง สัดส่วน 3.5% ส่งออกได้ 2,469.9 ล้านเหรียญ ติดลบ 2.4% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป 2,051.8 ล้านเหรียญ หรือลดลง 3.5%

ขณะที่หมวดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 16.7% ของการส่งออกทั้งหมดนั้น ไทยสามารถส่งออกได้ 11,879.8 ล้านเหรียญ ติดลบ 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าส่งออกที่หดตัวในกลุ่มนี้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ส่งออกได้ 938.7 ล้านเหรียญ ติดลบ 20.8% ในเชิงปริมาณ 1.89 ล้านตัน ลดลง 40.2%, สินค้าอาหาร 5,888.5 ล้านเหรียญ ติดลบ 2.6%,

ผลไม้สด ผักสดแช่เย็นแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ส่งออกได้ 1,380.1 ล้านเหรียญลดลง 3.9%, สุกรแช่เย็นแช่แข็ง 1.9 ล้านเหรียญ ติดลบ 27.1%, น้ำตาล 772.9 ล้านเหรียญ ติดลบ 35.5% ในเชิงปริมาณทำได้ 1.3 ล้านตัน หรือติดลบ 46%

ส่งออกไทย

ตลาดส่งออกสำคัญ

ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ ในไตรมาส 1 จะมีเหตุผลที่ติดลบ 0.2% ดังนี้ ตลาดหลัก ซึ่งมีสัดส่วน 69.1% ของการส่งออกทั้งหมด แม้ว่าไทยจะทำได้ 49,079 ล้านเหรียญ ขยายตัว 0.4% แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า หลายประเทศในกลุ่มตลาดหลักติดลบ เช่น จีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10.4% ของตลาดทั้งหมด ส่งออกได้ 7,349.8 ล้านเหรียญ ติดลบ 5.1% (ซึ่งหากย้อนไปเมื่อปีก่อน ตลาดจีนติดลบทั้งปี 0.8%) สะท้อนว่า สถานการณ์ในตลาดจีนยังไม่ฟื้น

ขณะที่ตลาดญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน 8.3% ส่งออกได้ 5,885.4 ล้านเหรียญ ติดลบ 9.0% (ซึ่งเท่ากับสถานการณ์ญี่ปุ่นน่าห่วงกว่าปีก่อนทั้งปีที่ยังสามารถขยายตัวได้ 0.1%) หรือตลาดอาเซียน 9 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงสุด 24.4% ส่งออกได้ 17,290 ล้านเหรียญ ติดลบ 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งตลาดนี้ปีก่อนติดลบ 7.1% ส่วนตลาดที่เป็นบวก คือ สหรัฐ สัดส่วน 17.8% ของการส่งออกทั้งหมด มูลค่า 12,603.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.9% สหภาพยุโรป 27 ประเทศ ซึ่งมีสัดส่วน 8.4% ของภาพรวมทั้งหมด มีการส่งออกไป 5,950.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.4%

กลุ่มตลาดรอง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30% ของการส่งออกทั้งหมด มีมูลค่าส่งออก 21,271.7 ล้านเหรียญ ขยายตัว 2.2% ในภาพที่บวกนั้น แต่การส่งออก ตลาดเอเชียใต้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 4.4% ส่งออกได้ 3,127.9 ล้านเหรียญ ติดลบ 3.2% โดยเฉพาะอินเดีย ที่ส่งออกได้ 2,585.3 ล้านเหรียญ ติดลบ 3.2% , ตลาดตะวันออกกลาง ส่งออกได้ 2,909.2 ล้านเหรียญ ติดลบ 5.1%, แอฟริกา ส่งออกได้ 1,490.6 ล้านเหรียญ ติดลบ 17.8%, ละตินอเมริกา 2,450.4 ล้านเหรียญ ติดลบ 2.9%, สหราชอาณาจักร 953.7 ล้านเหรียญ ติดลบ 10.5%

ส่วนตลาดรองที่เหลือยังเป็นบวก ได้แก่ ฮ่องกง 3,110.3 ล้านเหรียญ เติบโต 23.5%, ออสเตรเลีย 3,783.8 ล้านเหรียญ เติบโต 22%, รัสเซียและ CIS 46.4 ล้านเหรียญ เติบโต 22.9% และแคนาดา 512.4 ล้านเหรียญ เติบโต 7.8%

ส่องการนำเข้า Q1 โต 3.8%

ขณะที่ภาพรวมการนำเข้าของไตรมาส 1/2567 นั้น มีมูลค่า 75,470.5 ล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้น 3.8% โดยหากดูรายชนิดสินค้าที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นจะพบว่า หมวดสินค้าทุน ซึ่งมีสัดส่วน 25.5% ของการนำเข้า มีการนำเข้า 19,243.7 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 15.5% ในกลุ่มนี้มีสินค้าเพียงชนิดเดียวที่นำเข้าเพิ่มขึ้น คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ นำเข้า 4,750.4 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 106.3%

ส่วนรายการอื่นที่ติดลบถัดมา คือ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ที่มีสัดส่วนถึง 39.9% ของการนำเข้า มียอดนำเข้ามา 30,085.6 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 4.7% โดยในหมวดนี้มีสินค้าที่ถูกนำเข้ามาด้วยอัตราที่เติบโตมากขึ้น 5 รายการ คือ เครื่องเพชร, อัญมณี, เงินแท่งและทองคำ 3,980.7 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 57.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะ “ทองคำ” ชนิดเดียวนำเข้ามาถึง 2,776.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 95.4%

ขณะที่สินค้าแร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ นำเข้า 119. 8 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 0.1%, อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ นำเข้า 1,156.2 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 4.0%, ปุ๋ยและกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ 772.2 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 21.6% และอุปกรณ์และส่วนประกอบของเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 7,688.1 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 24.8%

หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค หรือที่มักจะเรียกว่า “สินค้าฟุ่มเฟือย” มีการนำเข้า 8,779.5 ล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้น 1.1% สินค้านี้คิดเป็นสัดส่วน 11.6% ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งในกลุ่มนี้มีการนำเข้าผักและผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผักและผลไม้ 985.3 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 13%, กาแฟ ชา และเครื่องเทศ รวม 179.2 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 26.7%, เสื้อผ้า รองเท้าและผลิตภัณฑ์ สิ่งทอหมวดอื่น ๆ มูลค่า 713 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 11.5%, เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 632.8 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 6%,

เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้าน 362.8 ล้านเหรียญ เติบโต 6.7%, สิ่งพิมพ์ 51.4 ล้านเหรียญ เติบโต 4.6% และหมวดอาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น มูลค่า 1,151.7 ล้านเหรียญ เติบโต 0.6% ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วน 1.5% ของการนำเข้าทั้งหมด

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญ คิดเป็นสัดส่วน 17.3% ของการนำเข้าทั้งหมดนั้น ภาพรวมการนำเข้ามาในไตรมาส 1 มีมูลค่า 13,056 ล้านเหรียญ ติดลบ 4.2% ซึ่งในกลุ่มนี้มี น้ำมันสำเร็จรูป 1,018.1 ล้านเหรียญ ลดลง 10.4% และก๊าซธรรมชาติ 2,482.7 ล้านเหรียญ ลดลง 16.3% มีเพียง “น้ำมันดิบ” รายการเดียวในกลุ่มที่เพิ่มขึ้น 3.5% คิดเป็นมูลค่า 8,616.8 ล้านเหรียญ

ติดลบจากปี’66 ฐานสูง

นายพูนพงษ์ นัยนาภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) อธิบายว่า ฐานการส่งออกเดือนมีนาคม 2566 “เป็นฐานที่สูง” ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนและขยายตัวต่ำ จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ อีกทั้งการดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างเข้มงวดยาวนาน ส่งผลต่อกำลังซื้อ ปัญหาหนี้สิน และการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ

ส่วนแนวโน้มส่งออกไตรมาส 2 นายพูนพงษ์ยังมองว่า มีโอกาสที่การส่งออกจะขยายตัวถึง 2% จากปัจจัยสินค้าเกษตรอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในวัฏจักรฟื้นตัว กระแสพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมาแรง นอกจากนี้ยังได้แรงเสริมจากค่าเงินบาท 36-37 บาทต่อเหรียญ

พูนพงษ์ นัยนาภาภรณ์
พูนพงษ์ นัยนาภาภรณ์

โดยแผนการขับเคลื่อนการส่งออกนั้น กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศได้เจรจาเพื่อเปิดตลาดสินค้าไทยในฮ่องกงเมื่อเดือนที่ผ่านมา อีกทั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง ได้เข้าหารือกับผู้บริหารของจีน เพื่อเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกให้กับผลไม้ไทยที่กำลังออกสู่ตลาดในเดือนเมษายน และการลงนามจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (EPA) ระหว่างไทย-สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นการเปิดตลาดในอนาคต

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์คาดว่า การส่งออกของไทยในปี 2567 จะยังขยายตัวได้ตามเป้าหมาย