เสื้อผ้าไทยพ่ายญวนยับ ค่าแรงฉุดต้นทุนพุ่งพรวด

ส.เครื่องนุ่งห่มมั่นใจครึ่งปีหลังยังบวก จับตาปัจจัยเสี่ยงรัฐบาลใหม่เคาะขึ้นค่าแรง กระทบต้นทุนการผลิต-สงครามการค้า ผลัก “จีน” โยก 100 โรงงานสู่ฐานผลิตแอฟริกา เตรียมส่ง “สมุดปกขาว” ถึงรัฐบาลใหม่ หนุนวิจัย-FTA 

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า การส่งออกเครื่องนุ่งห่มในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวเป็นบวก โดยขณะนี้มีคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าไปถึงเดือนสิงหาคม-กันยายนของปีแล้ว และการส่งออกในช่วงไตรมาส 1 ขยายตัว 5% จึงประเมินว่าภาพรวมการส่งออกเครื่องนุ่งห่มทั้งปีจะขยายตัว 5-6% แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการส่งออก โดยเฉพาะเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหลังจากตั้งรัฐบาลใหม่หากปรับขึ้นเป็นวันละ 400 บาท ตามนโยบายที่หาเสียงไว้จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตอย่างมาก

“ลูกค้าหลายรายเริ่มกังวลและสอบถามเรื่องการปรับค่าแรงของไทยมายังผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลใหม่เดินหน้าตามนโยบายที่หาเสียงไว้ที่สูงสุดถึง 400 บาทต่อวัน จะส่งผลต่อต้นทุนและราคาที่มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้าทันที ถือเป็นเรื่องที่ห่วงกันมาก อย่างไรก็ตาม ทางผู้ประกอบการไม่ได้กังวลอัตราที่ขึ้น เพียงแต่ขอให้มีวิธีการปรับขึ้นให้ชัดเจน และให้หารือกับหน่วยงานเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เห็นร่วมกัน และแจ้งล่วงหน้าเป็นรายปี เพื่อจะวางแผนการผลิตและการกำหนดราคาตามต้นทุน และแจ้งให้ลูกค้าทราบ”

ส่วนสงครามการค้ามีทั้งผลดีและผลเสียต่อ โดยผลดีจะเป็นโอกาสให้ส่งออกเครื่องนุ่งห่มไปสหรัฐได้มากขึ้น เนื่องจากจีนไม่สามารถส่งออกได้ และสหรัฐเองก็ต้องมองหาแหล่งนำเข้าใหม่ แต่สหรัฐก็ไม่ได้มองเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้นเพื่อให้ไทยก็ต้องสร้างจุดขายและศักยภาพเพื่อเป็นทางเลือก นอกจากนี้ยังต้องเรื่องที่จีนมีนโยบายขยายการลงทุนไปต่างประเทศ ทั้งแอฟริกา อาเซียน เอเชีย อินเดีย บังกลาเทศ มากขึ้น

“จีนมีเป้าหมายจะขยายการลงทุนโรงงานเครื่องนุ่งห่มไปแอฟริกาให้ได้ 100 โรงงานในปี 2562 ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญในการออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อให้สินค้าจีนมีโอกาสส่งออกไปสหรัฐ หรือประเทศอื่นได้ อย่างไรก็ดี การขยายลงทุนนี้ยังต้องใช้ระยะเวลา 2-3 ปี เพื่อให้โรงงาน วัตถุดิบ หรือตลอดซัพพลายเชนมีประสิทธิภาพ เนื่องจากวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยยังอยู่ในเอเชีย หรืออาเซียนเป็นหลัก ดังนั้นระหว่างนี้ ไทยต้องเตรียมตัวพัฒนาตัวเองมากขึ้น”

นอกจากนี้ ไทยต้องเตรียมรับมืออุปสรรคการส่งออกไปยังตลาดยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลักแห่งหนึ่ง เพราะไทยจะเสียเปรียบเวียดนาม ซึ่งได้ลงนามความตกลงเอฟทีเอเวียดนาม-อียูมีผลบังคับใช้ปี 2563 ทำให้ราคาสินค้าไทยแพงกว่าเวียดนาม


“ทางสมาคมจะยื่นสมุดปกขาวต่อรัฐบาล เพื่อขอให้ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม โดยเฉพาะในการวิจัย เทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้ ระบบการผลิต การสร้างแบรนด์ รวมไปถึงการช่วยลดอุปสรรคการค้า การส่งออก และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องเร่งเจรจาเอฟทีเอแม้ว่าต้องใช้เวลานานกว่า 3 ปี กว่าจะสรุปและบังคับใช้”