กรมข้าวฯ เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว 10,000 ตัน ช่วยชาวนาประสบภัยแล้ง

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ภาวะฝนทิ้งช่วงทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวขาดน้ำประมาณ 10 ล้านไร่ ใน 20 จังหวัดได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน สกลนคร ขอนแก่น มุกดาหาร มหาสารคาม ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครสวรรค์ และจังหวัดลพบุรี โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้มอบให้ชาวนาที่ต้นข้าวเสียหายเพื่อปลูกใหม่ 10,000 ตัน

ทั้งนี้ หากมีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวได้ต่อไป โดยเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เตรียมไว้เป็นพันธุ์ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุ 95 -120 วัน ได้แก่ พันธุ์ข้าว กข29 กข31 กข41 กข49 กข57 กข71 ชัยนาท1 พิษณุโลก2 สุพรรณบุรี1 และปทุมธานี 1 สาเหตุที่แนะนำให้ปลูกข้าว 10 พันธุ์นี้ เนื่องจากยังมีช่วงระยะเวลาเจริญเติบโตของลำต้นและใบเพียงพอต่อการออกรวงให้ผลผลิตได้

“การเพาะปลูกควรทำให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 เดือนสิงหาคม 2562 เนื่องจากจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนธันวาคม 2562 หากปลูกล่าช้าออกไปมากกว่านี้ จะมีน้ำไม่เพียงพอ เนื่องจากหมดฤดูฝนแล้ว ทำให้ต้นข้าวที่อยู่ในช่วงตั้งท้อง ออกรวงจะขาดน้ำ ทำให้ผลผลิตลดลงมากกว่า 50%” นายประสงค์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ประสบภัยแล้งในปี 2562 ส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีที่สำคัญของประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรอาจจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทำให้ไม่มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีและเพียงพอที่จะเก็บไว้ใช้เองเพื่อปลูกในปีต่อไป รวมทั้งเกษตรกรบางรายขาดแคลนเงินทุนเพื่อจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งหากปล่อยให้เกษตรกรเผชิญกับปัญหาดังกล่าว อาจจะทำให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิมีคุณภาพต่ำลง และอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อตลาดข้าวหอมมะลิ

นายประสงค์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ในปีการผลิต 2563/64 รอบที่ 1 (นาปี) กรมฯจะได้มีการจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีให้ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เพื่อใช้ในการเพาะปลูกข้าวหอมมะลิให้มีประสิทธิภาพ ผลผลิตมีคุณภาพสูง รักษาระดับปริมาณและคงความเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทยจากการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐานไปปลูก และไม่มีผลกระทบต่อการค้าการตลาดของประเทศไทยต่อไป

 

 

ที่มา มติชนออนไลน์