ศรีสุวรรณ ยื่น กรมป่าไม้ สอบ สมปอง ฮุบป่าสงวน 200 ไร่

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก ศรีสุวรรณ จรรยา

ศรีสุวรรณ บุก กรมป่าไม้ พบอธิบดียื่นสอบ อดีตพระมหาสมปอง ปมฮุบที่ป่าสงวน 200 ไร่ หลังส.ป.ก.ลงพื้นที่พบเป็นที่ดิน ส.ป.ก.เพียง 7 ไร่เท่านั้น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางมาเข้าพบอธิบดีกรมป่าไม้ เพื่อร้องเรียนให้อธิบดีเร่งสั่งการให้มีการตรวจสอบและเอาผิดที่ดินของอดีต พส.และครอบครัวพี่น้องโดยละเอียดทั้งหมด พร้อมเร่งเอาผิดตาม ม.14 ประกอบ ม.31 ของ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 โดยเร็ว

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่อธิบดีกรมป่าไม้ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบที่ดินของอดีตพระนักเทศน์ชื่อดัง ที่ระบุว่ามีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 300 ไร่ บริเวณรอยต่อเขต ส.ป.ก. ใน อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบไปแล้วพบว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวเดิมสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) เคยประกาศเป็นเขต ส.ป.ก. แต่สภาพไม่เหมาะกับการทำเกษตรกรรม จึงส่งมอบพื้นที่คืนให้กรมป่าไม้



เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบที่ดินบริเวณดังกล่าวเบื้องต้นแล้ว 6 แปลง จาก 11 แปลง พบว่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ทั้งหมด 200 กว่าไร่ ส่วนใหญ่พบมีการปลูกต้นยางพารา ซึ่งไม่มีโฉนดที่ดินหรือเอกสารใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งบางส่วนอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนฯ ที่เตรียมการประกาศเป็นพื้นที่จัดสรรที่ทำกิน ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ให้ราษฎรไร้ที่ดินทำกินด้วย

ดังนั้นจึงเป็นการยืนยันชัดเจนว่า ที่ดินที่ครอบครัวอดีต พส.ชื่อดัง อยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอคอนสาร อำเภอหนองบัวแดง กิ่งอำเภอภักดีชุมพล อำเภอหนองบัวแดง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ อำเภอแก้งคร้อ และอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2531 ซึ่งเป็นการประกาศให้อำเภอคอนสารเป็นเขตปฏิรูปที่ดินทั้งอำเภอ

ซึ่งถ้าที่ดินไม่อยู่ในแปลง ส.ป.ก. ก็ต้องอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 538 ซึ่ง ส.ป.ก.ได้คืนพื้นที่บางส่วนออกมาจากเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว เพราะยังมีสภาพเป็นป่าไม้อยู่ แต่ทว่ากลับปรากฎมีผู้บุกรุกแผ้วถางยึดถือครอบครองไปเป็นจำนวนมาก

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธณรมนูญไทย จึงจะนำความมาร้องเรียนต่ออธิบดีกรมป่าไม้ เพื่อให้สั่งการให้มีการตรวจสอบที่ดินโดยละเอียดทั้งหมด และดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการเอาผิดผู้ที่ฝ่าฝืน ม.14 แห่ง พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ที่ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ


หากผู้ใดฝ่าฝืนย่อมมีความผิดตาม ม.31 มีอัตราโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่น – 2 แสนบาท แต่ถ้ายึดครองมากกว่า 25 ไร่ และทำให้ไม้ยืนต้น และต้นน้ำลำธารเสียหายจะมีความผิดเพิ่มขึ้นเป็นโทษจำคุก 4-20 ปี ปรับ 2 แสนถึง 2 ล้านบาทเลยทีเดียว

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก ศรีสุวรรณ จรรยา

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ