อสังหาแข่งบูมบ้านร้อยล้าน ดึงแบงก์ปล่อยกู้ลูกค้าเวลท์

อสังหาฯหาช่องระบายการลงทุนของเศรษฐีเงินเย็น ผุดโมเดลซื้อบ้านร้อยล้านเป็นสินทรัพย์ สร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาว ปี 2565 ตลาดบูมจัดมี 160 หลัง เทรนด์ปีนี้คึกคักต่อเนื่อง “สิงห์ เอสเตท” ซุ่มเปิดขายแค่ 2 หลัง ราคาเริ่มต้น 550 ล้าน MQDC ส่งแบรนด์ดัง “มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์-ซิกเซนส์ เรสซิเดนซ์” เริ่มต้น 150 ล้าน “เอสซี แอสเสท” บุกแบรนด์ล่าสุด 95EI เริ่ม 100 ล้าน “แสนสิริ-เมเจอร์ฯ-ชาญอิสสระ-เพอร์เฟค-พราว เรียลเอสเตท-อัลติจูด” แข่งชิงดำลูกค้า wealth

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยุคหลังสถานการณ์โควิดนับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา มีปรากฏการณ์เปิดขายบ้านราคา 100 ล้านบาท ออกมาอย่างต่อเนื่อง และถือว่าบูมมากในปี 2566 โดยพบว่ามียูนิตนำเสนอขายตั้งแต่ 82-550 ล้านบาท โดยเหตุผลที่ทำให้บ้าน 100 ล้านบาท บูมมากในตอนนี้ (ดูกราฟิกประกอบ)

ส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจผันผวนและชะลอตัวต่อเนื่อง เศรษฐีเงินเย็นเริ่มมีความเสี่ยงในการลงทุนสินทรัพย์อื่น ๆ อาทิ การซื้อหุ้นกู้ เล่นหุ้นในตลาดหุ้น ฯลฯ ทำให้มีการนำเสนอโมเดลการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยการซื้ออสังหาริมทรัพย์บนทำเลศักยภาพสูง แล้วถือครองระยะยาว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต

2565 บ้านร้อยล้านกลับมาบูม

นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ DNA จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการจัดสรรที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมทั้งรายกลางและรายเล็กบางรายที่มีศักยภาพ เข้าสู่ตลาดแข่งขันตลาดบ้าน 100 ล้านมานานแล้ว

อย่างน้อยที่สุดมีการจุดพลุตั้งแต่ปี 2558 โดย บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เปิดขายแบรนด์ กรานาด้า ปิ่นเกล้า มีราคาเริ่มต้น 128-250 ล้านบาท และในปี 2561 โดย บมจ.สิงห์ เอสเตท เปิดขายแบรนด์ สันติบุรี เดอะเรสซิเดนซ์ ทำเลเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ราคาเริ่มต้น 250-300 ล้านบาท และโครงการบ้านแสนสิริ พัฒนาการ 30 พัฒนาโดย บมจ.แสนสิริ จำนวน 36 ยูนิต เริ่มต้น 60-240 ล้านบาท

“รูปแบบบ้านร้อยล้านก่อนหน้านี้ จะเป็นหมู่บ้านหรูราคา 50-100 กว่าล้านบาท โดยราคาเกิน 100 ล้านมีจำนวนน้อย และปิดการขายไปหมดแล้ว ทำให้ดีเวลอปเปอร์เห็นดีมานด์เซ็กเมนต์นี้ว่ามีเข้ามาต่อเนื่อง โดยปี 2565 ถือว่าบูมมากเพราะมีบ้านเกินร้อยล้านจำนวนถึง 150 ยูนิต โดยราคาไต่ไปถึงหลังละ 500 ล้าน และเริ่มเห็นเป็นโครงการเฉพาะกิจมากขึ้น มีจำนวนยูนิตไม่เยอะ แต่มูลค่าสูงมาก”

ที่ดินเริ่ม 170-400 ตารางวา

ในด้านทำเลของบ้านร้อยล้าน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯรอบนอก หรือในจังหวัดปริมณฑล อาจมีบางโครงการเท่านั้นที่อยู่ในพื้นที่เมืองชั้นใน เช่น ย่านพัฒนาการ ย่านเลียบด่วนรามอินทรา-เอกมัย ล่าสุดอยู่ในย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะบ้านเซ็กเมนต์นี้ส่วนใหญ่มีขนาดที่ดินแต่ละแปลงค่อนข้างใหญ่ เริ่มต้น 170-400 ตารางวาขึ้นไป

ในด้านการออกแบบจะเป็นบ้านเดี่ยว 3-4 ชั้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบจัดเต็ม เช่น ติดตั้งลิฟต์ มีสระว่ายน้ำ ระบบที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอุณหภูมิ ป้องกันมลพิษ และระบบเพื่อสุขอนามัยที่ดี ตอบรับเทรนด์ยุคหลังโควิดที่คำนึงเกี่ยวกับสุขภาพที่ดี ควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในการพักอาศัย รวมทั้งมีบริการหลังการขายด้านต่าง ๆ ตอบโจทย์การใช้ชีวิต 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ บ้าน 100 ล้านในหลายโครงการใช้เวลาขายที่ค่อนข้างนาน เพราะกลุ่มผู้ซื้อมีจำกัด เจ้าของโครงการก็ไม่ได้มีความเร่งรีบในการขายมากเกินไป เพราะต้องการให้ราคาขึ้นไปเรื่อย ๆ ประกอบกับพฤติกรรมลูกค้าซึ่งเป็นคนไทย ต้องการบ้านราคาแพงที่มีขนาดใหญ่ หรือบ้านที่อยู่ในสังคมของคนมีเงินระดับเดียวกัน ผู้ซื้อบางคนเคยอยู่บ้านในโครงการจัดสรรทั่วไปมาแล้ว แต่ต้องการบ้านในโครงการราคาแพงเพื่อลดความแออัด มีจำนวนยูนิตไม่มากนัก

2566 ราคาทะลุ 500-550 ล้าน

นายสุรเชษฐกล่าวต่อว่า แม้แต่ปี 2564 ที่สถานการณ์โควิดยังเข้มข้น พบว่า มีการเปิดขายอย่างน้อย 4 โครงการ ได้แก่ โครงการอิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 พัฒนาโดย บมจ.ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเม้นท์ จำนวน 20 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 120 ล้านบาท,

อาเทลิเย่ร์ เรสซิเด้นซ์ พัฒนาโดย บริษัท เอแลนด์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด มี 8 หลัง เริ่มต้น 138 ล้านบาท และมัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า พัฒนาโดย MQDC จำนวน 37 หลัง เริ่มต้น 150 ล้านบาท และนาราสิริ

ปี 2565 มีอย่างน้อย 4 โครงการ ได้แก่ นาราสิริ กรุงเทพกรีฑา พัฒนาโดย บมจ.แสนสิริ ราคา 50-150 ล้านบาท, เลค เลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ พัฒนาโดย บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำนวน 127 ยูนิต เริ่มต้น 95 ล้านบาท,

ซิกเซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ พัฒนาโดย MQDC จำนวน 27 ยูนิต เริ่มต้น 180 ล้านบาท และอาลียาห์ รีเซิร์ฟ พัฒนาโดยบริษัท อาลียาห์ คอร์ป จำนวน 6 ยูนิต เริ่มต้น 218 ล้านบาท

สำหรับปี 2566 สถิติเฉพาะช่วงครึ่งปีแรก มีอย่างน้อย 6 โครงการ ได้แก่ วี อารีย์ ของ บมจ.พราว เรียลเอสเตท จำนวน 6 หลัง เริ่มต้น 82-103 ล้านบาท, นาราสิริ กรุงเทพกรีฑา ของ บมจ.แสนสิริ เริ่มต้น 35-90 ล้านบาท, 95EI โยธินพัฒนา 3 พัฒนาโดย บมจ.เอสซี แอสเสทฯ จำนวน 10 ยูนิต เริ่มต้น 100 ล้านบาท

โครงการ 10&Only พัฒนาการ 20 พัฒนาโดย บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำนวน 10 ยูนิต เริ่มต้น 100 ล้านบาท, เดอะคอลเลคชัน ริเวอร์ฟรอนท์ บาย อัลติจูด โดยบริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำนวน 11 ยูนิต ราคา 115-515 ล้านบาท และลาซัวร์ เดอ เอส ในซอยสุขุมวิท 43 พัฒนาโดย บมจ.สิงห์ เอสเตท จำนวนเพียง 2 ยูนิต ราคา 550 ล้านบาท

พราวฯบุกถิ่นผู้ดี “อารีย์ ซอย 3”

นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการ บริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD กล่าวว่า PROUD เปิดให้เข้าชมบ้านตัวอย่างโครงการระดับอัลตราลักเซอรี่แบรนด์ VI ARI (วี อารีย์) เป็นทางการ เริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม 2566 นี้ จุดเด่นอยู่บนทำเลใจกลางอารีย์ ซอย 3 จำนวนจำกัด 6 หลังเท่านั้น

บนที่ดิน 53-56 ตารางวา พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ราคา 82-103 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 495 ล้านบาท
โดยวี อารีย์ ตั้งอยู่ใจกลางอารีย์ ซอย 3 ทำเลหายาก หนึ่งในย่านที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ การออกแบบรายละเอียดโครงการให้ความสำคัญกับคุณค่าของความเป็นซอยอารีย์ ซึ่งเป็นย่านอยู่อาศัยของชนชั้นนำในสังคม (Elite)

อาทิ นำแนวคิดของการออกแบบสถาปัตยกรรมบ้านเรือนย่านอารีย์ในยุค 70-80 มาต่อยอด ผสมผสานกับสไตล์ Modern Tropical

แบบบ้าน VI ARI ทั้ง 6 หลัง เน้นคัดเลือกใช้วัสดุพิเศษ อย่างไม้สน Accoya ที่นอกจากความสวยงามแล้วยังคงทน ปลอดสารพิษ สามารถส่งต่อความยั่งยืนให้กับทั้งผู้อาศัย และสิ่งแวดล้อม
ดีไซน์ตัวบ้านและฟังก์ชั่นสอดรับกับความต้องการของทุกคนในครอบครัว ตกแต่งภายในโดยดีไซเนอร์ระดับโลก บริษัท P49 DEESIGN มี

การเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยต้นไม้ใหญ่ภายในตัวบ้าน (Private Courtyard)

พร้อมเสริมฟังก์ชั่น VI CARE-Smart Home เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการพักอาศัย

อัลติจูดโฟกัสลูกค้า Wealth

นายชยพล หรรรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า อัลติจูดเพิ่งจัดงาน The Beginning Of Heritage Legacy With The Collection บนเรือแซฟฟร่อน ครูซ บันยันทรี เพื่อเปิดตัวโครงการ เดอะ คอลเลคชั่น ริเวอร์ฟรอนท์ บาย อัลติจูด อย่างเป็นทางการ ออกแบบเป็นบ้านเดี่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อสร้างบนที่ดิน 5 ไร่ ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีหน้ากว้างติดแม่น้ำ 100 กว่าเมตร อยู่ห่างจากสะพานกรุงเทพ 1 กม. จำนวน 11 หลัง ราคา 115-515 ล้านบาท/หลัง ปัจจุบันมียอดจองแล้ว 2 หลัง

ไฮไลต์อยู่ที่อัลตูจูดร่วมกับพันธมิตรสถาบันการเงิน ธนาคารยูโอบี มอบแพ็กเกจการเงิน “ยูโอบี พริวิเลจ แบงกิ้ง” ให้กับลูกค้าระดับวีวีไอพีของยูโอบี

ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้า wealth โดยลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์ กู้ 100% ดอกเบี้ย 3% บวกลบ หรือเป็นสินเชื่อซื้อบ้าน 100 ล้านบาทขึ้นไป

“เทรนด์กลุ่มลูกค้า wealth segment มีความกังวลและความเสี่ยงในการลงทุน ทั้งในตลาดหุ้น ตลาดทุน หุ้นกู้ เเละอื่น ๆ ขณะที่ตัวเลือกการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำในการลงทุนระยะยาว

ผมจึงนำเสนอโมเดลซื้อเดอะคอลเลคชัน ริเวอร์ฟรอนท์ฯ ในฐานะเป็นหน่วยลงทุน ซึ่งเป็นพฤติกรรมการลงทุนปกติของลูกค้าเวลท์อยู่แล้ว โดยแบบบ้านในโครงการมีขนาด 670-1,500 ตารางเมตร เฉลี่ยราคา 1.6-2.7 แสนบาท/ตารางเมตรเท่านั้น”

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับโครงการลักเซอรี่ระดับเดียวกัน บนทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่า คอนโดมิเนียม โฟร์ซีซัน ไพรเวท เรสซิเดนซ์ แบงค็อก ราคาเฉลี่ย 4.5 แสนบาท/ตารางเมตร แต่เป็นสิทธิการเช่า (ลีสโฮลด์), บันยันทรี เรสซิเดนซ์ ริเวอร์ไซด์ แบงค็อก เฉลี่ย 3 แสนบาท/ตารางเมตร และเดอะเรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนทอล ในโครงการไอคอนสยาม เฉลี่ย 6 แสนบาท/ตารางเมตร


ดังนั้น เดอะคอลเลคชันฯ จึงเสนอมุมมองใหม่ในการเลือกซื้ออสังหาฯ ในฐานะหน่วยลงทุนที่มีราคาดึงดูดมากกว่า และอยู่บนทำเลศักยภาพสูงที่มีโอกาสเพิ่มมูลค่าในอนาคต