ธุรกิจหลบ Trade War หนีจีนปักหมุด “เวียดนาม”

ท่ามกลางสงครามการค้าสหรัฐอเมริกากับจีนเป็นที่พรั่นพรึงของหลายประเทศทั่วโลก แต่ดูเหมือน “เวียดนาม” จะเป็นผู้ได้ประโยชน์มหาศาลจากความตึงเครียดนี้ จากการย้ายฐานผลิตของภาคธุรกิจจากประเทศจีนไปยังเวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกำแพงภาษีที่สหรัฐใช้ต่อจีน

แรงจูงใจหลักที่เวียดนามกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งคือ “แรงงานราคาถูก” และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อการลงทุน ทั้งความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน และข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับเวียดนาม ก่อนสงครามการค้าจะปะทุขึ้น

“แมรี่ เลิฟลี่” นักวิจัยแห่งสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สันระบุกับ “บีบีซี” ว่าแม้ที่ผ่านมาเวียดนามได้รับอานิสงส์จากค่าแรงที่สูงขึ้นในจีน แต่ตัวเลขการลงทุนในเวียดนามพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังความตึงเครียดของสงครามการค้า โดยพบว่า 4 เดือนแรกของปีนี้ การลงทุนของธุรกิจจีนในเวียดนามสูงถึง 65% ของเม็ดเงินลงทุนของทั้งปี 2018 (ราว 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นอกจากนี้ยังมีีบรรษัทข้ามชาติหันมาลงทุนในเวียดนามมากขึ้นด้วย อย่างเช่น “อิเกีย”

ขณะที่บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย “เบเคอร์ แอนด์ แม็คเคนซี่” ในฮ่องกงชี้ว่า “หลายบริษัทหันไปลงทุนฐานการผลิตนอกประเทศจีน โดยเฉพาะในอาเซียนตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามการค้าแล้ว แต่การเพิ่มกำแพงภาษีสินค้านำเข้าเร็ว ๆ นี้ ก็เป็นตัวเร่งให้การลงทุนดังกล่าวสูงขึ้น”

สัญญาณหนึ่งที่สะท้อนว่า เวียดนามได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ปี 2018 อยู่ในระดับ 6.88% ด้วยจำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมกว่า 14.5 ล้านคน นักวิเคราะห์มองว่า ความสามารถในการรองรับการลงทุนจากต่างชาติในเวียดนามยังมีจำกัด เพราะปัจจัยค่าแรงในเวียดนามที่สูงขึ้น แต่การเพิ่มจำนวนแรงงานใหม่กลับลดลง เมื่อเทียบกับชาติเพื่อนบ้าน รวมถึงต้นทุนด้านราคาค่าเช่าที่ดินและโรงงานที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นด้วย

“เจแอลแอล เวียดนาม” บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ระบุว่า ต้นทุนค่าเช่าอสังหาฯของอุตสาหกรรมในเวียดนามตอนใต้เพิ่มขึ้นถึง 11% ในช่วงครึ่งหลังปี 2018 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสงครามการค้า นอกจากปัญหาดังกล่าวที่อาจจำกัดการลงทุนในเวียดนามแล้ว นักวิเคราะห์ยังมองว่า มีความเสี่ยงสูงที่สหรัฐจะใช้มาตรการภาษีกับเวียดนามด้วย เนื่องจากบริษัทจีนหลายแห่งกำลังเปลี่ยนกลยุทธ์เป็น “China plus one” คือ บริษัทที่มีฐานอยู่ในจีนและใช้ประเทศอื่นในเอเชียที่มีค่าแรงถูกกว่าเป็นฐานการผลิต

ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ระบุในทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ว่า “หลายบริษัทที่ได้รับผลกระทบด้านภาษีกำลังย้ายออกจากจีนไปยังเวียดนาม หรือประเทศอื่นในเอเชีย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจีนต้องรีบบรรลุข้อตกลง”


สะท้อนว่าสหรัฐตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว แม้ว่ายังเชื่อว่าการเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจะช่วยทำลายเศรษฐกิจจีน และเพิ่มแรงกดดันให้การเจรจาการค้าบรรลุข้อตกลงโดยเร็ว แต่หากการเจรจาที่ยืดเยื้อต่อไป อาจทำให้เวียดนามกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของสหรัฐในการออกมาตรการกดดันจีน ถึงจุดนั้นการย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงมาตรการทางภาษีของสหรัฐได้อีกต่อไป