ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์-Culture

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ประวัติศาสตร์จารึก ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน 2 พุทธศาสนาอยู่ในใจชาวกัมพูชาเสมอ

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 16 มิ.ย. 2560 เวลา 08:00:00 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประเทศกัมพูชานับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติมานานนับพันปี แต่เกือบสูญหายไปเมื่อยุค "เขมรแดง" ปกครองบ้านเมืองช่วงปี 2518-2522 แต่ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนชาวกัมพูชา และการสนับสนุนของกษัตริย์ ทำให้ศาสนาพุทธยังคงอยู่และกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

คณะธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง ที่สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และมูลนิธิวีระภุชงค์ จัดขึ้น ออกเดินทางอีกครั้งจากแผ่นดิน สปป.ลาว เข้าสู่แผ่นดินกัมพูชา ที่ จังหวัดสตึงแตรง ย่านธุรกิจแห่งใหญ่ของกัมพูชา มุ่งหน้าไปปักกลดที่ วัดโปธิเญียน (วัดโพธิญาณ) ท่ามกลางการต้อนรับอย่างเนืองแน่นของชาวพุทธกัมพูชา นำโดย พระวิสุทธิโมนี นู จันทา เจ้าคณะจังหวัดสตึงแตรง คุณหญิงกง สีภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตึงแตรง และ นายเมน กง ผู้แทนสมาพันธ์ยุวชนจังหวัดสตึงแตรง

คณะเดินธรรมยาตราฯ ข้ามสะพานแม่น้ำเซกอง ไปยังวัดโปธิเญียน ระยะทางเกือบ 5 กิโลเมตร ท่ามกลางอากาศร้อนจัด แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ ใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุขด้วยพลังแห่งบุญ ร่วมกันปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ ที่นำหน่อมาจากประเทศอินเดีย สัญลักษณ์ของพุทธศาสนาและการธรรมยาตราครั้งนี้

กิจกรรมช่วงเช้าของวันถัดมาหลังทำวัตรเช้าแล้ว คณะสงฆ์จาก 5 ประเทศ ออกบิณฑบาตโปรดญาติโยม บริเวณหน้าวัดโปธิเญียน เลียบไปตามแม่น้ำเซกอง โดยมีชาวกัมพูชามารอใส่บาตรต่อแถวยาวเหยียดรอบตลาด จนต้องปิดตลาดไปโดยปริยาย หยุดค้าขายกันชั่วคราว เป็นภาพประวัติศาสตร์อีกภาพหนึ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบเกือบร้อยปีของแผ่นดินเขมร

สุภชัยวีระภุชงค์เลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ กล่าวด้วยเสียงตื้นตันถึงภาพที่เห็นว่า ไม่คาดคิดมาก่อนว่าภาพแห่งความงดงามเช่นนี้จะเกิดขึ้นแบบเกินความคาดหมายมาก ๆ ถือเป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์ของการธรรมยาตราอย่างแท้จริง ที่สตึงแตรง จังหวัดเล็ก ๆ มีประชากรเพียงหมื่นกว่าคน แต่พลังแห่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่มีอยู่อย่างมากล้น ทำให้ชาวสตึงแตรงสามัคคีกันออกมาร่วมทำบุญกันอย่างเนืองแน่น

ต่อมาคณะทั้งหมดออกเดินทางต่อไปที่"วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล"จังหวัดกำปงธม ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงสนับสนุนและช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่ชาวกัมพูชา

หากมองกลับไปในอดีตยุคนครวัด-นครธม ศาสนาพุทธฝ่ายมหายานเจริญรุ่งเรืองพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ โดยศาสนาพุทธฝ่ายเถรวาทเป็นที่นับถืออยู่ในหมู่ประชาชนทั่วไป ขณะที่ชนชั้นสูงหรือในราชสำนักนับถือศาสนาพุทธแบบมหายาน ยุคนี้มีธรรมเนียมถือศาสนาคนละอย่าง ระหว่าง "พระราชา" กับ "ปุโรหิต" ถ้าพระราชาเป็นพุทธ ปุโรหิตเป็นพราหมณ์ หรือถ้าพระราชาถือพราหมณ์ ปุโรหิตถือพุทธ ถือเป็นประเพณีที่ยึดถือต่อกันมาหลายร้อยปี

ช่วงที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองที่สุดในกัมพูชา เป็นสมัยของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์เขมร ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาจนเจริญรุ่งเรืองที่สุด ทรงย้ายราชธานีไปที่ใด ก็จะสร้างวัดวาอารามด้วย ทรงสร้างปราสาท และพระพุทธรูปจำนวนมากมาย ทรงสถาปนาปราสาทตาพรม เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ มีพระมหาเถระเป็นศาสตราจารย์ใหญ่อยู่ถึง 18 องค์ และอาจารย์รองลงมาถึง 2,740 องค์ เป็นผู้สอน พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังทรงให้ราชกุมารไปศึกษาพุทธศาสนาที่ลังกา แล้วทรงผนวชที่วัดมหาวิหาร ในปลายยุคนครวัด-นครธม ศาสนาพุทธมหายานเสื่อมถอยลง คงเหลือแต่เถรวาทที่เจริญรุ่งเรือง และได้รับการนับถือจากคนทุกระดับ

ช่วงสมัยเขมรแดงปกครองกัมพูชา พระพุทธรูปและสิ่งของบูชา ถูกนำไปทิ้งทะเลทั้งหมด พระสงฆ์ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานและเฝ้าเล้าไก่ รวมทั้งถูกบังคับให้แต่งงานมีครอบครัว สมเด็จเทพวงศ์ สังฆราชแห่งกัมพูชา ยังเคยเล่าไว้ว่า ช่วงเขมรแดงปกครองกัมพูชา ท่านเป็นพระอยู่เสียมเรียบ ถูกเขมรแดงจับไปทุบฆ่าทิ้ง แต่ก็รอดมาได้ ตอนแรกที่ฟื้นขึ้นมาร่างกายตายไปครึ่งซีก ต่อมาค่อย ๆ ดีขึ้น ความเป็นอยู่ช่วงนั้นไม่มีพระใดกล้าห่มเหลือง ได้แต่ใช้การอธิษฐานจิตเป็นพระ แล้วปฏิบัติตัวเหมือนคนทั่วไป

หลังเขมรแดงหมดอำนาจ สมเด็จฮุนเซน ได้เข้ามาช่วยเหลืออุปถัมภ์ในการฟื้นฟูศาสนาเป็นอย่างดี ปัจจุบันชาวกัมพูชา 90% นับถือศาสนาพุทธ กระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมของกัมพูชา เป็นหน่วยงานที่ดูแลและสนับสนุนพุทธศาสนาในกัมพูชา ซึ่งมีอยู่ 2 นิกาย คือ ธรรมยุตินิกาย และ มหานิกาย แต่ละนิกายมีสังฆราชปกครองตนเอง โดย ฝ่ายธรรมยุติมี "สังฆราชบัวคลี่" ปกครองดูแล ส่วน มหานิกายมี "สมเด็จเทพวงศ์"

พระสงฆ์ในกัมพูชาออกบิณฑบาตเหมือนพระไทย แต่ในเมืองส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยได้ออก แต่จะมีญาติโยมมาทำถวายที่วัด ส่วนงานบุญต่าง ๆ ได้รับนิมนต์เหมือนพระไทย เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน และวันสำคัญทางศาสนา

สำหรับการบวชพระของชาวกัมพูชาจะต่างจากไทย กล่าวคือ ไม่ได้บวชตามธรรมเนียมเหมือนไทย แต่เมื่อบวชแล้วจะต้องอยู่นาน หรือบวชไม่สึก ยกเว้นบวชแก้บน บวชหน้าไฟ เมื่อบวชแล้วนอกจากเรียนรู้พระธรรมวินัย หลักธรรมคำสอน ยังมีหน้าที่ช่วยเหลือญาติโยมเมื่อมีปัญหา เช่น ให้การช่วยเหลือเมื่อน้ำท่วมหรือเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ระดมอาหารแห้งออกไปช่วยเหลือ เป็นต้น

คณะธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง มาจนถึงวันนี้นับเป็นวันที่ 7 คืนที่ 7 แล้วที่เดินทางออกจากประเทศไทย ก่อนจะเข้าสู่ประเทศเวียดนามเป็นประเทศถัดไป เพื่อเป้าหมายแห่งการจรรโลง เผยแผ่ และสืบทอดพระพุทธศาสนา ให้เกิดความสุขสงบ ร่มเย็น อยู่ร่วมกันอย่างสันติ สร้างรักและสามัคคีในหมู่ชาวพุทธด้วยกัน ดั่งคำของสมเด็จสังฆราชกัมพูชา สมเด็จเทพวงศ์ ที่ว่า...

"เราชาวพุทธเกิดมาในโลกเดียวกัน ไม่ว่าชาติไหนก็ประสานงานกันได้ เราเหมือนลูกของพระพุทธเจ้า ต้องรักสามัคคีกัน เพื่อความสงบสุข เรื่องอนาคตเรายังมองไม่เห็น ปัจจุบันต้องทำให้ดีก่อน..."



ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้