รัฐสวัสดิการแจกแถมต้องแจงให้ชัด

บทบรรณาธิการ

 

โค้งสุดท้ายการเลือกตั้งใกล้เข้ามา บรรยากาศการหาเสียงยิ่งเข้มข้น และมีแนวโน้มว่าจากนี้ไปอีกสัปดาห์เศษก่อนจะถึงวันลงคะแนนในคูหา สนามเลือกตั้งจะยิ่งแข่งกันดุเดือดกว่าที่ผ่านมา

เป็นบรรยากาศและสีสันความเป็นประชาธิปไตยที่มีกลับมาให้เห็นหลังห่างหายไปนาน และหากทุกฝ่ายเดินตามกฎกติกาก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ยกเว้นบางประเด็นที่พรรคการเมืองพร้อมใจนำเสนอ และกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขณะนี้ โดยเฉพาะการแข่งกันชูนโยบายเป็นทางเลือกให้กับประชาชนด้วยการจัดแพ็กเกจลดแจกแถม

ซึ่งก้ำกึ่งระหว่างประชานิยม กับรัฐสวัสดิการ หรือสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อซื้อใจชาวบ้านแลกกับการกาบัตรลงคะแนนเสียง เพียงแต่ใช้ชื่อเรียกขานแตกต่างกันออกไป

เนื่องจากหลายฝ่ายเริ่มวิตกกังวลว่า การโหมโปรโมตนโยบายในลักษณะเกทับบลัฟคู่แข่ง ลดแจกแถมให้มากกว่า ระยะเวลายาวนานกว่า หรือให้แบบถาวรตั้งแต่เกิดจนตาย ฯลฯ สุดท้ายหนีไม่พ้นต้องล้วงเงินงบประมาณประเทศมาใช้ เท่ากับทุกบาททุกสตางค์ที่จับจ่ายล้วนมาจากภาษีประชาชน

แม้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันการให้ความช่วยเหลือคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ คนพิการ ฯลฯ ยังมีความจำเป็น

แต่นโยบายรวมทั้งมาตรการที่จะจัดทำขึ้นต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเน้นช่วยเหลือเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านั้นสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเองในวันข้างหน้า

ไม่ใช่อ้างเหตุผลความจำเป็นแต่เบื้องหลังมีวาระพิเศษทางการเมืองซ่อนเร้น เพราะสารพัดนโยบายที่หลาย ๆ พรรคนำเสนอไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษี แจกเงิน ประกันราคาสินค้าเกษตร ฯลฯ ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากกลายเป็นภาระการคลังในระยะยาว

ทุกพรรคการเมืองจึงควรชี้แจงทำความเข้าใจถึงเหตุผลหลักการนโยบายรัฐสวัสดิการที่แข่งกันโหมโปรโมต พร้อมชี้ให้เห็นว่าแต่ละแพ็กเกจที่นำเสนอไม่ใช่ประชานิยมแค่ให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง

แต่เป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนคนบางกลุ่มในสังคมที่ยังด้อยโอกาส หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐ

ขณะเดียวกันก็สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่า การดำเนินการนโยบายรัฐสวัสดิการแต่ละเรื่องที่สาธารณชนกำลังจับตาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับผลด้านบวกทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมที่จะเกิดขึ้นตามมา

ที่สำคัญหากมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารจัดการประเทศ ก็พร้อมจะหารายได้สำหรับนำมาใช้จ่ายในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐที่จะจัดทำขึ้น ไม่สร้างหนี้สาธารณะให้คนทั้งประเทศต้องแบกรับภาระเพิ่ม

Previous articleเทรนด์สายงานอาชีพจำเป็นในธุรกิจ “อีคอมเมิร์ซ” ของประเทศอาเซียน
Next articleสคร.ปลื้ม 9 เดือนรัฐวิสาหกิจส่งรายได้ทะลุเป้ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท