เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
Real Estate สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
Business ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
Economic ‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
Economic พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
World สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
Economic เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
อดีตทูตรัศม์  ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
Politics อดีตทูตรัศม์ ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
Economic จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
ราคาทองวันนี้ (29 ก.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณขายออก 64,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (29 ก.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณขายออก 64,850 บาท
เจาะลึก ‘คุมาโมโตะ’ ศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ญี่ปุ่น เผชิญแผ่นดินไหว 7.1 แมกนิจูด
World เจาะลึก ‘คุมาโมโตะ’ ศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ญี่ปุ่น เผชิญแผ่นดินไหว 7.1 แมกนิจูด
ดูทั้งหมด

ธปท.เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ชี้ เงินเฟ้อจ่อเพิ่มปลายปีตามอุปสงค์ฟื้นตัว 

14 มิ.ย. 2566 | 18:27น.
ธปท.

ธปท.ส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หลังขึ้น 6 ครั้งติดต่อสู่ 2.00% ต่อปี ชี้ ดอกเบี้ยต่ำนาน ช่วยกระตุ้นระยะสั้น แต่สูญเสียจีดีพีระยะยาว ย้ำเงินเฟ้อกลับเข้ากรอบ แต่ยังเสี่ยงเพิ่มขึ้นปลายปีจากแรงกดดันอุปสงค์ฟื้นตัวตามภาคการท่องเที่ยว ยันดอกเบี้ย ไม่ใช่ตัวหนุนให้เกิดหนี้เสีย-SM ทะยาน มองธุรกิจเช่าซื้อแข่งขันสูง แบงก์ผ่อนคลายปล่อยกู้สินเชื่อ พร้อมประเมินเศรษฐกิจไทยยังโตต่อเนื่อง ท่องเที่ยว-บริโภคหนุน ส่งออกทยอยฟื้นตัว 

วันที่ 14 มิถุนายน 2566 นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “Monetary Policy Forum ครั้งที่ 2/2566” ว่า การพิจารณาการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป จะพิจารณาตามข้อมูลทั้งหมด หากมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย เช่น เศรษบกิจร้อนแรงจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น

นายปิติ ดิษยทัต
นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

แต่หากข้อมูลต้องการสนับสนุนก็ต้องรักษาสมดุลของอัตราดอกเบี้ยในระดับ Neutral Interest Rate ไว้ อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจยังคงเป็นไปตามที่กนง.มองไว้ นโยบายการเงินจะต้องเข้าเป้าหมาย 3 ด้าน ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพระบบการเงิน

“การตัดสินใจ Action แต่ละรอบจะดูจากข้อมูล ซึ่งแนวนโยบายที่ดำเนินมาถึงจุดนี้ กนง.มองว่ายังเป็นสิ่งที่เหมาะสม ขณะเดียวกันเห็นว่ายังมีเวลาอีก 1 เดือนครึ่งก่อนที่จะมีการประชุม กนง.รอบถัดไปในเดือน ส.ค. ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ก็จะมีข้อมูลอื่น ๆ เข้ามาเพิ่มเติมได้อีก และพิจารณาดูผลกระทบระยะ Medium Term เป็นสำคัญ”

ขึ้นดอกเบี้ยต่อรักษาระบบการเงินระยะยาว

นายภูริชัย รุ่งเจริญกิจกุล ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เป้าหมายการดำเนินนโยบายการเงินต้องการประคับประคองเศรษฐกิจสู่ระดับศักยภาพ เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบและดำรงอยู่อย่างยั่งยืน

แม้ว่าปัจจุบันเงินเฟ้อจะกลับเข้ากรอบ แต่ ธปท.ยังคงต้องมองไปข้างหน้าเพื่อให้เงินเฟ้ออยู่อย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 6 ครั้งติดต่อกันจากระดับ 0.50% ต่อปี ในเดือน ส.ค. 65 มาสู่ระดับ 2.00% ต่อปีในการประชุมล่าสุด

โดยในรระยะต่อไปตาม Statement ได้ระบุว่า คณะกรรมการเห็นควรปรับดอกเบี้ยนโยบายเข้าสู่ระดับเหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Gradual and Measured)

ซึ่งระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างมีสถียรภาพ หรือ Neutral Interest Rate : R* จะต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ “เป็นกลาง” ต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่ผ่อนคลายหรือตึงตัว และต้องรักษาเสถียรภาพระยะยาว ตลอดจนความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดหรือผ่อนคลายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายภูริชัย รุ่งเจริญกิจกุล

ทั้งนี้ กนง.ไม่สามารถบอกได้ว่าดอกเบี้ยจะเข้าสู่ระดับปกติ (Normalization) จะอยู่ที่ระดับเท่าไร แต่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของจีดีพีของไทยอยู่ที่ 3% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) อย่างน้อยจะต้องเป็นบวก

ซึ่งการคำนวณดอกเบี้ยที่แท้จริงดูหลายตัว ทั้งอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย 10 ปี เป็นต้น โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยที่แท้จริงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และช่วงโควิด-19 ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.50% ต่อปี ถือว่าต่ำเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น หากเทียบเงินเฟ้อทั่วไป ดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเป็นบวก และเทียบเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงติดลบ

อย่างไรก็ดี หากดูพัฒนาการในหลายมิติยังเป็นไปตามคาด การส่งผ่านของสถาบันการเงินยังสอดคล้องกับการเข้าสู่ระดับ Normalization และหากดูการคาดการณ์เศรษฐกิจตั้งแต่ปรับดอกเบี้ยนโยบายการเงินยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยทุกอย่างยังเป็นไปตามเป้าหมาย (on track) ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับเหมาะสมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

“ดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่อาจจะเกิดความไม่นิ่งของระบบการเงิน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้ แต่ระยะยาวจะสูญเสียจีดีพีระยะยาวและอาจเกิด Crisis ได้ ดังนั้น เราไม่ได้ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจมาก แต่ต้องการรักษาระบบการเงินระยะยาว”

เงินเฟ้อยังเสี่ยงเพิ่มขึ้นปลายปี

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% โดยปรับลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่อยู่ 2.9% มาอยู่ที่ 2.5% และปี 2567 อยู่ที่ 2.4% ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่มีแนวโน้มลดลงตามค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันในประเทศ แต่ราคาอาหารสดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน แม้ว่าจะปรับลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่อยู่ 2.4% มาอยู่ที่ 2.0% และในปี 2567 ทรงตัวที่ 2.0% แม้ปรับลดลวแต่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต และลดลงช้าเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป

และมองว่าเงินเฟ้อพื้นฐานมีความเสี่ยงด้านสูงจากการส่งผ่านมากขึ้นจากต้นทุนที่ยังไม่ได้ส่งผ่าน และมีมทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จากภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น ส่งผลต่ออุปสงค์ที่ฟื้นตัวตามจะเป็นแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น รวมถึงนยาบการปรับโครงสร้างพลังงาน จึงเป็นความเสี่ยงด้านสูงมากกว่าด้านต่ำ

“เงินเฟ้อเดือน พ.ค.ที่ออกมา 0.53% มาจาก 2 สาเหตุ คือ การ Subsidy ค่าไฟฟ้ามากกว่าปกติ และเรื่องของฐานที่สูง ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิค อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปในเดือน มิ.ย.เงินเฟ้ออาจจะกระเด้งขึ้นได้ แต่ยังคงทรงตัวจากฐานที่สูงในปีก่อน และจะปรับสูงขึ้นช่วง H2/66 จากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวมากขึ้น และหากราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกราว 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

“หรือประมาณ 10% อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 0.50% จากระดับที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น ประมาณการอัตราเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงด้านสูงโดยเฉพาะในปี 2567”

เช่าซื้อแข่งขันสูงหนุนแบงก์ผ่อนคลายปล่อยกู้

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มตัวเลขสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ค้างชำระไม่เกิน 90 วันของสินเชื่อเช่าซื้อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสร้างความกังวลที่อาจจะตกชั้นเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) นั้น

มองว่า ผลจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ต่อความสามารถในการชำระหนี้ ประเมินว่า ดอกเบี้ย เป็นหนึ่งในปัจจัยเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวที่กำหนดการขยายตัวสินเชื่อ และคุณภาพสินเชื่อ

ทั้งนี้ หากดูสินเชื่อเช่าซื้อในช่วงที่ผ่านมามีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทำให้การประเมินเครดิตและการชำระหนี้ในภาวะการแข่งขันสูงอาจจะมีช่องว่างหรือผ่อนลงได้

ขณะเดียวกัน หากดูการขยายสินเชื่อ จะพบว่าในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ธนาคารพาณิชย์มีการร่วมมือกับ ธปท.ในการปล่อยสินเชื่อค่อนข้างเยอะ ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ประกอบกับยอดสินเชื่อคงค้างในระบบยังอยู่สูงจากในช่วงโควิด-19 ทำให้ธนาคารไม่ได้เร่งปล่อยสินเชื่อ

และธุรกิจรายใหญ่เองก็หันไประดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ หุ้นกู้ และก่อนหน้านี้มีสถาบันการเงินโอนพอร์ตธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลไปให้บริษัทลูกค้า รวมถึงการชำระหนี้คืนจากซอฟต์โลน ส่งผลให้ภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบชะลอตัวลง

“หากเราลงลึกของผลกระทบจากดอกเบี้ยต่อความต้องการสินเชื่อลดลง สิ่งที่เกิดขึ้น กรณีที่ดอกเบี้ยขึ้น หากธุรกิจไม่จำเป็นต้องการสภาพคล่อง หรือสภาพคล่องเหลือ จึงมีการคืนสินเชื่อ ไม่ใช่ดอกเบี้ยขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจไม่มีปัญญาในการกู้ เพราะดอกเบี้ยแพง”

ดอกเบี้ย ไม่ใช่ปัญหาหนี้ตกชั้นเพิ่ม

นายสักกะภพกล่าวเสริมว่า ในช่วง 2-3 ปีไทยเผชิญวิกฤตจากโควิด-19 ทำให้สถาบันการเงินมีมาตรการช่วยเหลือออกมาช่วยลูกหนี้ ทำให้แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับลดลง โดยในไตรมาสที่ 1/2566 เอ็นพีแอลปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ราว 2.6% อย่างไรก็ดี

ยอมรับว่ามีบางจุดที่ตัวเลขปรับเพิ่มขึ้น เช่น สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ของเช่าซื้อเร่งขึ้น แต่ยังน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4/2565 ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการของธนาคารพาณิชย์

นาย สักกะภพ พันธ์ยานุกูล
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

อย่างไรก็ตาม ธปท.ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในแต่ละครั้ง ส่งผลให้ ธปท.มีการพิจารณาการปรับขึ้นครั้งละ 0.25% ต่อปี เพื่อประคองไม่ให้กลุ่มเปราะบางมีความเดือนดร้อนมากเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน ในภาวะดอกเบี้ยอัตราต่ำ จะเป็นการสนับสนุนให้การปล่อยสินเชื่อง่ายเกินไป ซึ่งอาจกลับมาเป็นหนี้เสียในอนาคตได้

ทั้งนี้ หากดูผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อรายสัญญา จะพบว่า สินเชื่อสัญญาเก่ายังคงได้รับอานสงส์ดอกเบี้ยต่ำ สะท้อนผ่านอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) ที่อยู่ในระดับต่ำ แต่หากดูสัญญาสินเชื่อใหม่ภายใต้ดอกเบี้ยขาขึ้น ยอมรับว่าดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้น แต่หากดูรายสินเชื่อพบว่า สินเชื่อเช่าซื้อจะเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) แต่สินเชื่อที่อยู่อาศัยอาจจะต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้น

ท่องเที่ยว-บริโภคหนุนเศรษฐกิจไทยโตเทียบก่อนโควิด

นายสักกะภพกล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวเลขจริงในไตรมาสที่ 1/2566 โดย ธปท.ยังคงคาดการณ์เดิมในปีนี้ที่ระดับ 3.6% และปี 2567 ที่ 3.8% โดยมาจากแรงส่งภาคการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 29 ล้านคน และปีหน้า 35.5 ล้านคน

และการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.4% และขยายตัวต่อเนื่องในปี 2567 ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ จากประมาณเดิม -0.7% มาอยู่ที่ -0.1% และคาดว่าการส่งออกไทยจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ที่ระดับ 3.6% ในปี 2567

ทั้งนี้ หากดูภาคการท่องเที่ยวจะเห็นได้ว่ามีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง จำนวนนักท่องเที่ยวไตรมาส 1 ปีนี้ มากกว่าที่คาดไว้ในเกือบทุกสัญชาติ โดยเฉพาะในอาเซียน เช่น มาเลเซีย รวมถึงยุโรป และคาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะทยอยกลับมามากขึ้นในเดือน ต.ค.ตามการเพิ่มขึ้นของอุปทานเที่ยวบิน โดยคาดว่าทั้งปีจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 5-6 ล้านคน ซึ่งจะเป็น Up side Risk ได้

“โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ระดับก่อนโควิด-19 ซึ่งปัจจัยที่เป็นตัวสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือ จำนวนนักท่องเที่ยวมีมากกว่าที่คาดไว้ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่มากกว่าที่คาด ขณะที่ยังมีปัจจัยเสี่ยง คือ เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาด และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ”