แบงก์รีวิว “เงินบาท” เทรนด์อ่อนค่า อ่านใจ ธปท.จ่อลด “ดอกเบี้ย”

ค่าเงินบาทอ่อน

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และค่าเงินบาท เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตา โดยในส่วนของดอกเบี้ยนั้น ส่วนใหญ่ก็อยากเห็นการปรับลดลง ส่วนค่าเงินบาท ก็ควรจะมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนจนเกินไป อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่า เงินบาทในปีนี้จะอยู่ในโทนที่แข็งค่าขึ้น แต่ถึงปัจจุบันอาจจะไม่ได้แข็งอย่างที่คาด

บาทอ่อนยวบตั้งแต่ต้นปี

“รุ่ง สงวนเรือง” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทจากต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 15 ก.พ.) อ่อนค่าแล้ว 5.6% เป็นระดับที่ “อ่อนค่ามากที่สุด” ในภูมิภาค โดยปีนี้เงินทุนเคลื่อนย้ายยังไหลออกจากตลาดหุ้น จนถึง ณ 15 ก.พ. ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้ว 31,901 ล้านบาท และขายสุทธิตราสารหนี้ (บอนด์) ไทย 29,969 ล้านบาท รวมแล้ว 61,870 ล้านบาท

“ตอนนี้เรารอดูตัวเลข GDP ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะแถลงในวันที่ 19 ก.พ.นี้ก่อน จึงจะพิจารณาว่าจะต้องปรับประมาณการค่าเงินบาท ณ สิ้นปีนี้หรือไม่ จากเดิมที่มองไว้ที่ 33.50 บาท/ดอลลาร์ เพราะมองว่าปีนี้จะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ยอมรับว่ามีแนวโน้มที่เงินบาทจะอ่อนค่ากว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม”

“กสิกรไทย” ปรับคาดการณ์ใหม่

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ห้องค้ากสิกรไทยได้ปรับคาดการณ์ค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2567 เป็นระดับ 35.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่คาดที่ 34 บาท/ดอลลาร์ โดยมีปัจจัยสำคัญคือ 1) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับไทยที่มีแนวโน้มกว้างกว่าที่เคยประเมิน

จากโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยลงในปีนี้มีเพิ่มขึ้น ขณะที่โอกาสการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดลงต่อเนื่อง 2) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่เปราะบางที่มีแนวโน้มกดดันค่าเงินหยวน และ 3) ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่อาจเผชิญความท้าทายกว่าที่เคยประเมิน

ทั้งนี้ ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ ธปท.มากขึ้น จากเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และติดลบต่อเนื่องใน 4 เดือนล่าสุด รวมกับการสื่อสารของ ธปท. ที่สะท้อนโอกาสการลดดอกเบี้ย ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้เดิม อีกทั้งแรงหนุนจากมาตรการดิจิทัลวอลเลตที่ดูมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงไปทุกที

คาด ธปท.ลดดอกเบี้ย 0.25%

“ห้องค้ากสิกรไทย ปรับคาดการณ์ค่าเงินบาทมาอยู่ที่ 35.20 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นปีนี้ อ่อนค่ากว่า 34 บาท/ดอลลาร์ ที่ได้ประเมินเมื่อกลางเดือน พ.ย. 2566 และมีโอกาสที่จะอ่อนค่าแตะระดับ 37 บาท/ดอลลาร์ ระหว่างทาง ส่วนดอกเบี้ยคาดการณ์ว่าจะปรับลดลงมาที่ 2.25% ณ สิ้นปีนี้ จากเดิมเคยคาดไว้ที่ 2.5%”

นายกอบสิทธิ์กล่าวว่า ระหว่างปีเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าแตะ 37 บาท/ดอลลาร์ได้ จากปัจจัยกดดันด้านฤดูกาล ได้แก่ ฤดูกาลท่องเที่ยวในประเทศไทยที่จะสิ้นสุดหลังไตรมาสที่ 1 นำไปสู่ความต้องการเงินบาทที่น้อยลง และฤดูกาลจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ซึ่งจะนำไปสู่การไหลออกของเงินทุน

“EIC” มองบาททยอยแข็งค่าได้

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าเร็วในช่วงต้นปี แต่แรงกดดันเงินบาทอ่อนค่าจะลดลง

เนื่องจากตลาดรับรู้ (Price out) การลดดอกเบี้ยของเฟดออกไปมากแล้ว และแรงกดดันด้านอ่อนค่าของสกุลเงินหลักในภูมิภาคจะลดลง ทั้งนี้ SCB EIC ยังคงมุมมองเงินบาทจะทยอยแข็งค่าได้สู่ระดับ 32.50-33.50 ณ สิ้นปีนี้

นอกจากนี้ SCB EIC คาดว่าจะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ สาเหตุจาก 1) เศรษฐกิจและเงินเฟ้อแผ่วลงมากในปีนี้ เช่น หากเศรษฐกิจไทยเติบโตเหลือ 2.5% และแนวโน้มเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบ 1-3% มาก

และ 2) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สอดคล้องกับศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (Neutral rate) ที่ต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ควรมีระดับต่ำลงกว่าที่เคยประเมินเอาไว้

“สะท้อนจากมติ กนง. ไม่เป็นเอกฉันท์ในผลการประชุมวันที่ 7 ก.พ. 2567 ที่เริ่มคำนึงถึงประเด็นนี้”