โอสถสภาลั่นกำไรโตดับเบิลดิจิต ปูพรมเครื่องดื่มใหม่ ลุยเมียนมาย้ำแชมป์

โอสถสภา ไม่หวั่นโควิด ประกาศเดินหน้าบุกตลาดเครื่องดื่มไทย-เมียนมา เตรียมปูพรมสินค้าใหม่ ชูจุดขายนวัตกรรม พร้อมขยายช่องทางขาย-กระจายสินค้า หวังขยายฐาน ควบคู่เข้มลดต้นทุน ตั้งเป้ากำไรปี 2564 เติบโตเลข 2 หลัก

รายงานข่าวจากบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวทางธุรกิจในปี 2564 ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้ากำไรเติบโตเป็นเลข 2 หลัก โดยมุ่งผลักดันการเติบโตของกลุ่มผลิตภันฑ์เครื่องดื่ม ด้วยการเพิ่มสินค้าใหม่ที่มีนวัตกรรมตอบโจทย์ของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มยิ่งขึ้น พร้อมขยายและเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย-กระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น รวมถึงการต่อยอดความสำเร็จของสินค้าที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าโครงการบริหารจัดการต้นทุน Fit Fast Firm ต่อเนื่องเช่นเดียวกับปีที่ผ่าน ๆ มา เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะผันผวนต่าง ๆ และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไร แม้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ-กำลังซื้อจะยังไม่แน่นอนจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19

นอกจากนี้ โอสถสภาพร้อมสร้างการเติบโตและความเป็นผู้นำในเมียนมาขับเคลื่อนจากการปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านการขายและกระจายสินค้าผ่านเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งในเมียนมา นอกจากนี้ โรงงานผลติเครื่องดื่มแห่งใหม่ในเมียนมาเป็นปัจจัยสำคัญช่วยผลักดันอัตรากำไรไรขั้นต้นและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการและการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การปฏิวัติที่เกิดขึ้นอาจมีผลกระทบด้านการขนส่งและการเปิดบริการของร้านค้าในระยะสั้น ซึ่งบริษัทยังคงบริหารจัดการการดำเนินงานตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ โอสถสภายังรายงานผลประกอบการปี 2563 ว่า มีรายได้จากการขาย 25,583 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2562 เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้รายได้จากเครื่องดื่มเติบโต 0.3% เป็น 21,574 ล้านบาท นำโดยยอดขายของชีวิตที่ได้รับแรงหนุนจากเทรนด์สุขภาพ ผลักดันให้ยอดขายเครื่องดื่มในประเทศเติบโต 1.7% และมีส่วนแบ่งในตลาดฟังก์ชั่นนอลดริงก์เพิ่มขึ้น 3.6% เป็น 36.3% ด้านเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โอสถสภามีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 1.5% เป็น 54.9% จากยอดขายของเอ็ม-150

เป็นไปในทิศทางเดียวกับรายได้จากบริการผลิตสินค้าหรือโออีเอ็มและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเติบโต 3.7% เป็น 1,535 ล้านบาท จากการที่ผู้ประกอบการหลายรายเร่งออกสินค้า อาทิ เจลแอลกอฮอล์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลลดลง 5.8% เป็น 2,501 ล้านบาท จากการฟื้นตัวที่แตกต่างกันระหว่างผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิง

ปีที่ผ่านมา บริษัทกำไรสุทธิ 3,504 ล้านบาท เติบโต 7.5% โดยโครงการ Fit Fast Firm ช่วยให้บริหารค่าใช้จ่าย และลดต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงปรับสูตรสินค้า ลงได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับอัตรากำไรจากการผลิตของจากโรงงานเครื่องดื่มแห่งใหม่ในเมียนมา จึงสามารถมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1% เป็น 13.7% แม้รายได้ทรงตัว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ