“เบนซ์ มอเตอร์ มอลล์” ฟันธง “ทำรถมือสองเซอร์วิสต้องเป๊ะ”

ใครจะเชื่อว่า ผู้บริหารสาวที่นั่งสัมภาษณ์อยู่เบื้องหน้านี้ เธอจะคลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจการจัดจำหน่ายรถเมอร์เซเดส-เบนซ์มือสองมาตั้งแต่อายุ 19 ปี แต่วันนี้ต้องเข้ามารับหน้าที่บริหารธุรกิจแทนคุณพ่อ

“ฐิดา หวังดำรงเวส” ในฐานะแม่ทัพหญิงค่ายเบนซ์ มอเตอร์ มอลล์ ศูนย์จำหน่ายรถยนต์เบนซ์มือสองและรถพรีเมี่ยมคาร์บนถนนรัชดาฯมาเป็นระยะเวลากว่า 37 ปี และพร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตและแข็งแกร่ง ต่อไปเริ่มต้นดูแลธุรกิจตั้งแต่อายุ 19 ปี

สำหรับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจรถเบนซ์มือสองนั้น จริง ๆ แล้วธุรกิจนี้เป็นธุรกิจของครอบครัว ซึ่งเราคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ๆ คุณพ่อจะเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจเอง จนกระทั่งเมื่อช่วงอายุ 19 ปี ตอนนั้นคุณพ่อเสียชีวิต และเราในฐานะลูกคนโต ต้องเข้ามาสานต่อสิ่งที่คุณพ่อและครอบครัวทำไว้ เรียกว่าเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างจริงจังก็ช่วงเข้าเรียนมหาวิทยาลัย หรือในปี 2011

ซึ่งถือเป็นอะไรที่ท้าทายอย่างมากกับการเข้ามาดูแลธุรกิจ และการเข้ามาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรความท้าทายในวันนี้

“คน” และ “วัฒนธรรมองค์กร” คือสิ่งที่ท้าทายค่อนข้างมาก การที่เราก้าวเข้ามาสานต่อธุรกิจแทนคุณพ่อในครั้งนั้น เราต้องเริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์ให้กับทีมและพนักงาน เพราะทุกคนทราบดีว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมัน “cut shot” ทุกอย่างไป และทุกคนต่างก็เชื่อว่า เราจะต้องทำได้ สิ่งที่เราเชนจ์สำหรับองค์กรคือ การนำระบบมาตรฐาน ISO 9001 : 2008 และ ISO 9001 : 2005 เข้ามาจัดการระบบรูปแบบเดิมให้มีมาตรฐาน เน้นการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

รวมทั้งการนำ “โซเชียล” มาปรับใช้ในการซื้อขายรถเบนซ์มือสองของเรา เพราะสิ่งที่เราเชื่อมาโดยตลอดคือ รถยนต์ที่เราขายทุกคันจำเป็นจะต้องมีที่มาที่ไป ซึ่งทั้ง 2 ส่วนข้างต้นนี้ ถือว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้เบนซ์ มอเตอร์ มอลล์ ยังยืนหยัดอยู่ในธุรกิจจำหน่ายรถเมอร์เซเดส-เบนซ์มือสองได้ ขณะที่ค่ายใหญ่บางค่ายต้องปรับตัว ปรับเปลี่ยนรูปแบบ
ธุรกิจ หรือท้ายสุดต้องเดินออกจากธุรกิจนี้ไปเซอร์วิสคือหัวใจสำคัญ

จุดแข็งของเบนซ์ มอเตอร์ มอลล์อยู่ที่ความเป็นรถมือสอง เรายังยืนหยัดในธุรกิจนี้และจะไม่ขยับไปเป็นดีลเลอร์
รถใหม่ป้ายแดงอย่างแน่นอน เพราะเราเชื่อว่า ตราบใดที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังขายรถใหม่ เราก็จะยังคงอยู่ในตลาดรถเบนซ์มือสองต่อไป

เนื่องจากเราเล็งเห็นถึงโอกาสโดยเฉพาะตลาดของการบริการหลังการขายที่ถือเป็น “ทะเล” อันกว้างใหญ่ ที่รอให้เราเข้าไปอยู่ โดยเฉพาะรถที่หมดวอร์แรนตี เนื่องจากมีการทำสำรวจจะพบว่า รถที่หมดวอร์แรนตีไปแล้ว จะไม่กลับเข้าใช้บริการที่ศูนย์ ราคาการให้บริการของเราถูกกว่าบริษัทแม่

ที่สำคัญคือ ลูกค้าต้องการนำรถเข้าไปตรวจเช็กระยะนั้น วันนี้ยังคงต้องใช้เวลาในการรอคิวค่อนข้างยาว ตรงนี้เอง ทำให้บริษัทตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนางานบริการหลังการขายไว้รองรับลูกค้ากลุ่มนี้

ปรับตัวรับดิจิทัล

ในส่วนของการลงทุนเพื่อขยายสาขาใหม่ในเร็ว ๆ นี้เรายังไม่มีแผน แต่ 3-5 ปี อาจจะเริ่มมอง ซึ่งหากมีการขยายเราก็จะมองในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯเป็นหลัก

อย่างที่ผ่านมา เราลงทุนมูลค่า 10 ล้านบาท เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินธุรกิจ รีโนเวตโชว์รูมและศูนย์บริการใหม่เพื่อให้สามารถรองรับบริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง โดยสามารถจอดโชว์รถได้มากถึง 30 คัน และขยายพื้นที่ในการจอดสต๊อกรถเพิ่มขึ้นเป็น 50 คันและการรุกตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้น

เนื่องจากธุรกิจขายรถเบนซ์มือสอง วันนี้ไม่ได้แข่งขันกันเองระหว่างบริษัทและดีลเลอร์ที่จำหน่ายรถมือสอง หรือผู้ประกอบการรายไหนแล้ว แต่คู่แข่งสำคัญคือกลุ่มผู้ที่ซื้อขายออนไลน์ และไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะเน้นซื้อมาและปล่อยรถออกไปให้เร็วที่สุดโดยไม่คำนึงถึงราคาและคุณภาพหลังการขาย ทำให้ผู้ประกอบการรวมทั้งบริษัทที่มีต้นทุนด้านโชว์รูมศูนย์บริการเอง ประสบปัญหา

สร้างความพึงพอใจ

ปีนี้บริษัทตั้งเป้าจะมียอดจำหน่ายรถเบนซ์มือสองไว้ที่อย่างน้อย 30% หรือมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 15 คัน เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 17-20 คันในปีนี้

ส่วนของศูนย์บริการหลังการขายนั้น ปีที่ผ่านมาให้บริการที่ 600 คัน ส่วนปีนี้บริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มศักยภาพของศูนย์บริการหลังการขายเป็นเท่าตัว หรือ 1,200 คัน

โดยปัจจัยที่คาดว่าจะทำให้บริษัทไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ส่วนสำคัญคือ การมุ่งเน้นการทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการทำมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเพิ่มความเข้มข้นในการคัดสรรที่ต้องผ่านมาตรฐานการตรวจสอบของบริษัท

Previous articleเตียงหัก…เพราะนอนกรน
Next articleกระทรวงแรงงาน ส่งเยาวชนไทยแข่งขันฝีมือระดับโลก หวังคว้าเหรียญฝากชาวไทย