คว่ำแล้วแผนลดภาษีคร้ังมโหฬารในรอบ 50 ปี รัฐบาลลิซ ทรัสส์ ถูกบีบไปต่อไม่ได้
วันที่ 3 ตุลาคม 2565 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า รัฐบาลลิซ ทรัสส์ แห่งสหราชอาณาจักร ถอนแผนการตัดลดภาษีครั้งมโหฬารของนายกวาซี กวาร์เทง รมว.คลังแล้ว แม้ต้องอับอายครั้งใหญ่ โดยให้คำอธิบายว่า “เรารับฟัง และเราเข้าใจแล้ว” หลังถูกต้านอย่างหนัก และถูกบีบให้ยูเทิร์น ทั้งจากภายในพรรคอนุรักษนิยมและจากความอลหม่านวุ่นวายในตลาดการเงิน ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.
นายกฯทรัสส์ และนายกวาร์เทง เคยเสนอแผนตัดลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 23 ก.ย. เป็นการตัดลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1972 (พ.ศ. 2515) รวมถึงการตัดลดอัตราภาษีเงินได้ การยกเลิกการขึ้นเงินนำส่งกองทุนประกันสังคมของสหราชอาณาจักร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเว้นการเก็บอากรแสตมป์ที่ดินสำหรับผู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 250,000 ปอนด์ หรือราว 10.25 ล้านบาท จากเดิมกำหนดเพดานไว้ที่ 125,000 ปอนด์ หรือราว 5.13 ล้านบาท
ขณะที่ผู้ซื้อบ้านหลังแรกเพดานราคาบ้านที่ได้รับการยกเว้นภาษีขยับไปอยู่ที่ 425,000 ปอนด์ หรือราว 17.43 ล้านบาท ซึ่งมีผลในอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือตั้งแต่ 23 ก.ย.
แต่แผนดังกล่าวทำให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในรัฐบาลทรัสส์ และเขย่าค่าเงินปอนด์และพันธบัตรรัฐบาลอย่างแรง จนธนาคารกลางอังกฤษ หรือ Bank of England ต้องเข้าแทรกแซง ด้วยแผนสร้างเสถียรภาพมูลค่า 65,000 ล้านปอนด์

“ขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า การล้มเลิกอัตราภาษี 45 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นปมรบกวนการต่อสู้กับความท้าทายที่ประเทศเราเผชิญอยู่ ด้วยผลลัพธ์นี้ ผมขอประกาศว่าเราจะไม่เดินหน้าแผนล้มเลิกภาษี 45 เปอร์เซ็นต์ต่อไป เราเข้าใจแล้ว และเรารับฟัง” รมว.คลังผู้ตกที่นั่งลำบากกล่าว
สำหรับอัตรา 45 เปอร์เซ็นต์ดังกล่าว เป็นอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 45 เปอร์เซ็นต์ที่คิดกับผู้มีรายได้สูง 150,000 ปอนด์ต่อปี ซึ่งแผนล้มเลิกทำให้ถูกวิจารณ์ว่าเอื้อประโยชน์ให้กับคนร่ำรวยมากกว่า
การตัดสินใจล้มแผนมาจากแรงกดดันต่อนายกฯทรัสส์ และ รมว.คลังกวาร์เทง และเกิดขึ้นหลังจากทั้งสองรวมถึงคณะรัฐบาลใหม่เข้ามารับตำแหน่งบริหารประเทศได้ไม่ถึง 4 สัปดาห์ ขณะที่อังกฤษเปลี่ยนตัวผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 4 คนในช่วง 6 ปีที่ปั่นป่วนมานี้
ทรัสส์ วัย 47 ปี เป็น รมว.ต่างประเทศก่อนได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. จากการแข่งขันภายในพรรค ไม่ใช่การเลือกตั้งใหญ่ของประเทศ เจ้าตัวยอมรับว่าควรต้องตั้งนโยบายที่ผ่านการเปิดรับฟังและให้ถกเถียงกันมากกว่านี้
….