“ทรัมป์” เปิดศึกทั่วโลก G7 ปิดฉากท่ามกลางความขัดแย้ง

ภาพข่าวจากทางการเบอร์ลินยืนยันได้ว่า ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) นำโดย “แองเกล่า แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี จะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับการขึ้นกำแพงภาษีของ “โดนัลด์ ทรัมป์” อีกต่อไป

นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของความสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจที่เคยยึดถือแนวคิดเสรีนิยมร่วมกันมานาน

โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางกลับก่อนการประชุม G7 จะจบลง โดยเดินทางต่อไปยังสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกับ “คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ส่งผลให้ทรัมป์ไม่ได้ร่วมลงนามรับรองแถลงการณ์ร่วมปิดการประชุม พร้อมกับทวีตโจมตี “จัสติน ทรูโด” นายกฯแคนาดา ว่าทำตัวอ่อนน้อมต่อหน้า แต่พอทรัมป์กลับไป ก็ทวีตโต้ว่า “จะไม่ยอมอ่อนข้อต่อมาตรการกำแพงภาษีจากสหรัฐ เพราะเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีชาวแคนาดา” ขณะเดียวกันทรัมป์ก็ทวีตโจมตีประเทศสมาชิกอื่นด้วยว่า ทุกประเทศมองสหรัฐในฐานะ “กระปุกออมสิน” ที่ใคร ๆ ก็มาหยิบเงินไป


ราว 1 สัปดาห์ก่อนการประชุม G7 จะเริ่มขึ้น รัฐบาลวอชิงตันประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสมาชิกอียู เม็กซิโก และแคนาดา โดยเรียกเก็บภาษีเหล็กในอัตรา 25% และอะลูมิเนียม 10% สร้างความบาดหมางต่อความสัมพันธ์ ทำให้ทรัมป์ถูกโดดเดี่ยวในเวที G7 ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์หลายรายมองสอดคล้องกันว่า การกระทำของทรัมป์ “ไม่เมกเซนส์” เพราะว่าสุดท้ายแล้วผลกระทบด้านลบจะย้อนกลับมาที่สหรัฐ นอกจากราคาเหล็กและอะลูมิเนียมในสหรัฐจะสูงขึ้นแล้ว มาตรการตอบโต้จากหลาย ประเทศ เช่น แคนาดาเตรียมประกาศมาตรการตอบโต้ภาษีสหรัฐวันที่ 1 ก.ค.นี้ จะทำให้สหรัฐ “อ่วม” กว่าเดิม

ขณะที่ความเห็นบางส่วนต่างไปว่า ทรัมป์ไม่ได้หวังเก็บภาษีเพิ่ม แต่คือกลยุทธ์ในการบีบให้คู่ค้ายอมเจรจาที่จะอุดหนุนสินค้าจากสหรัฐเพิ่ม

คงไม่ผิดนักหากบอกว่า ตอนนี้สหรัฐอยู่ในช่วงเวลาที่มี “อริรอบด้าน” รวมถึงอีก 1 ชาติที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐก็คือ “จีน” ที่ทรัมป์ประกาศกร้าวว่าจะลดการขาดดุลการค้าจีนให้ได้ พร้อมกดดันจีนในเรื่องภาษีมาโดยตลอดจนต้นเดือน มิ.ย. รัฐบาลจีนส่งตัวแทนเข้าเจรจากับ “ไวเบอร์ รอสส์” รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ โดยรายงานของ นิวยอร์ก ไทมส์ แจ้งว่า จีนเสนอที่จะซื้อพลังงาน สินค้าเกษตร สินค้าภาคผลิตจากสหรัฐ รวมมูลค่าถึง 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้สหรัฐชะลอการเรียกเก็บภาษีมหาโหดไปก่อน

อย่างไรก็ตาม โฆษกหญิงแห่งทำเนียบขาวระบุว่า วันที่ 15 มิ.ย.นี้ รัฐบาลวอชิงตันจะประกาศรายการสินค้าที่จะเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ซึ่งน่าจะพุ่งไปที่กลุ่มสินค้าเทคโนโลยี รวมทั้งภายในสิ้นเดือน มิ.ย. เตรียมออกกฎหมายกำกับการลงทุนของนักลงทุนจีนในสหรัฐด้วย

ขณะที่ทางการปักกิ่ง ก็ไม่ยอมให้สหรัฐเดินหมากฝ่ายเดียว ออกแถลงการณ์ต่อว่า หากสหรัฐยังดำเนินการเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากจีน ทุก ๆ ดีลที่เคยสัญญากันไว้จะเป็นโมฆะอย่างแน่นอน

บรรดานักเศรษฐศาสตร์มองว่า เดือนมิถุนายนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ ทั้งในเชิงความสัมพันธ์ของสหรัฐกับกลุ่มประเทศอียู เม็กซิโก และแคนาดา รวมถึงความบาดหมางด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่ส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นในช่วงเวลานี้ หากสหรัฐและจีนตกลงกันไม่ได้ ความขัดแย้งดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อธุรกิจข้ามชาติที่พึ่งพิงประเทศจีนในด้านซัพพลายและจัดจำหน่าย