ผวาแผนลดภาษี “ทรัมป์” หนี้ท่วมสหรัฐ-ทุบตลาดหุ้นถล่ม

หลังจากประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เปิดเผยรายละเอียดแผนลดภาษีครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ได้หาเสียงไว้ ใช่ว่าทุกคนจะรู้สึกดีใจหรือเห็นด้วย แม้แต่คนในวอลล์สตรีตระดับบิ๊กบางคนเองก็ยังรู้สึกวิตกกังวลเพราะเกรงว่าจะส่งผลเสียมากกว่าดี

เพราะตามที่เปิดเผยออกมานั้น จะมีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีที่เก็บจากบริษัทต่าง ๆ จาก 35% เหลือ 20 % ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 36.9% เหลือ 35% โดยทรัมป์อ้างว่านี่เป็นการลดภาษีครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญเห็นว่านี่เป็นมาตรการที่มา “ผิดที่ผิดเวลา” และแทบไม่มีความจำเป็นเลย เพราะว่าสภาพเศรษฐกิจไม่ได้มีความต้องการกระตุ้นขนานใหญ่เช่นนั้น เนื่องจากอัตราการว่างงานก็ลดต่ำลงที่สุดในรอบ 16 ปี ไปอยู่ที่ 4.2 % ซึ่งถือว่าเป็นระดับปกติแล้ว

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ย และลดขนาดงบดุลลง หลังจากใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินมานานเพื่อโอบอุ้มเศรษฐกิจนับจากเกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่เมื่อปี 2551 กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือเฟดกำลังจะแตะเบรกเศรษฐกิจ แต่ทรัมป์กลับจะเหยียบคันเร่ง

เดวิด เคลลี หัวหน้านักยุทธศาสตร์ระดับโลกของเจพีมอร์แกน ฟันด์ ชี้ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะเพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่เฟดจะทำตรงข้าม “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะเหยียบเบรกและคันเร่งพร้อมกัน ขอย้ำมีแต่คนโง่หรือวอชิงตันเท่านั้นที่ทำอย่างนี้” เคลลีระบุว่า การลดภาษีให้กับบริษัทขนาดใหญ่อาจทำให้เกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้น นอกจากนั้นหากเศรษฐกิจสะดุดขึ้นมาอีกครั้ง จะทำให้รัฐบาลไม่เหลือเครื่องมือที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับ เอ็ด ยาร์เดนิ ประธานยาร์เดนิ รีเสิร์ช ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษาการลงทุน บอกว่า เศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นใด ๆ เลย

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับจากทรัมป์ชนะเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว พร้อมกับประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวงเงินมหาศาล ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ของตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่ารวม 63 ครั้ง จนทำให้เกรงว่าจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ

ตามการประเมินของนักวิเคราะห์อิสระ เชื่อว่า แผนลดภาษีครั้งนี้จะมีมูลค่ารวมราว 6 ล้านล้านดอลลาร์ และจากการประเมินของศูนย์นโยบายภาษี การลดภาษีจะทำให้รายได้รัฐหายไป 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปี และปัญหาสำคัญก็คือจะไปเพิ่มหนี้ของประเทศ ซึ่งขณะนี้สูงมากอยู่แล้วที่ 20 ล้านล้านดอลลาร์หรือเกือบ 80% ของจีดีพี สูงที่สุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2

นักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนตั้งคำถามว่า แผนลดภาษีของรัฐบาลจะกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มการจ้างงานชาวอเมริกันได้จริงหรือ ในเมื่อบริษัทอเมริกันมีเงินสดเต็มไปหมดอยู่แล้ว ปัญหาขณะนี้คือการขาดแรงงานที่มีทักษะต่างหาก

แม้แต่ขาใหญ่ในวอลล์สตรีตอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” แห่งเบิร์กเชียร์แฮตธะเวย์ ผู้โด่งดัง รวมทั้ง “ลาร์รี ฟิงค์” ซีอีโอบริษัทแบล็กร็อก ซึ่งเป็นบริษัทบริหารจัดการทรัพย์สินใหญ่ที่สุดในโลก ก็ไม่ได้ดีใจไปกับการลดภาษี ทั้งยังเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องลดภาษีนิติบุคคลมากขนาดนั้น

“ผมมีธุรกิจหลายอย่าง และไม่คิดว่าจะมีธุรกิจไหนแข่งขันไม่ได้ในโลกนี้เพียงเพราะอัตราภาษี” บัฟเฟตต์ระบุ และว่าเขาไม่เห็นด้วยเลยหากจะมีการนำภาษีอื่นมาใช้แทนภาษีอสังหาริมทรัพย์ เพราะนั่นจะเป็นการให้ประโยชน์แก่คนอเมริกันที่รวยที่สุดโดยไม่จำเป็น

ซีอีโอบริษัทแบล็กร็อก เห็นว่า อัตราภาษีนิติบุคคลที่ระดับ 27% ก็น่าจะทำให้ภาคธุรกิจของสหรัฐพอใจแล้ว ขณะเดียวกันก็ช่วยหลีกเลี่ยงการขาดดุลงบประมาณของรัฐเพิ่มเติมได้ด้วย สิ่งที่ทรัมป์เสนอมาจะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณมากเกินไป


ทรัมป์และทีมงานอ้างว่าการลดภาษีจะคุ้มค่าแม้ว่าจะทำให้รายได้รัฐหายไป แต่ก็จะถูกชดเชยด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตและคนมีงานทำมากขึ้น ทำให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น