โรงสีกัดฟันซื้อแพงตุนสต๊อก ฝนชะ “ข้าวหอมนาปี” ยังไม่สะเทือนส่งออก

โรงสีข้าว

ฝนถล่มข้าวนาปีโค้งสุดท้าย ความชื้นสูง โรงสีกัดฟันตั้งรับซื้อราคาแพงตุนสต๊อกใช้ข้ามปี “เอกชน” มั่นใจ 2 เดือนหลังส่งออกไทยกวาดเดือนละ 7 แสนตันปิดบัญชี 7.5 ล้านตันแน่ ยันเป้าส่งออกปี’65 ถึง 8 ล้านตัน จี้รัฐดูแล “เสถียรภาพค่าบาท” หวั่นกระทบราคาส่งออกปีหน้าแข่งขันยาก คาดภาวะน้ำดี สัญญาณ “ผลผลิต” พุ่ง วงการข้าวจับตาผลพิจารณา ป.ป.ช.คดีจีทูจีข้าว 30 พ.ย.นี้

นายวิชัย ศรีนวกุล นายกสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ฝนที่ตกลงมาในช่วง 23-25 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลินาปี 2565/2566 ส่งผลให้ข้าวที่เกี่ยวได้มีความชื้นสูง แต่ยังไม่กระทบปริมาณผลผลิตภาพรวม เพราะชาวนาเกี่ยวเสร็จไปแล้วประมาณ 70-80% แล้ว จึงไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องการไม่มีข้าวเพียงพอสำหรับการส่งออก โดยคาดว่าผลผลิตข้าวหอมมะลินาปีจะเก็บเกี่ยวหมดประมาณวันที่ 10 ธันวาคม 2565 จากนั้นจะมีการทยอยเก็บเกี่ยวข้าวเหนียวต่อในช่วงเดือนธันวาคม

ในด้านราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิยังทรงตัวสูง โดยราคาข้าวสดรับซื้อตันละ 11,000-12,000 บาท และหากยิ่งเป็นข้าวแห้งที่มีการอบลดความชื้น ราคาจะขยับขึ้นไปที่ 14,500-15,000 บาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 20-30% ส่วนข้าวเหนียวตันละ 11,000-12,000 บาททรงตัวจากปีก่อน โดยเอกชนแข่งขันกันเพิ่มราคารับซื้อเป็นผลจากปริมาณสต๊อกข้าวของโรงสีลดลง และรัฐบาลดำเนินมาตรการเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉางคู่ขนานกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 4 จึงต้องมีการแข่งขันกันรับซื้อราคาสูง โดยผู้ส่งออกต้องปรับราคารับซื้อข้าวสารจาก 24,000 บาท เป็น 25,500 บาทแล้ว

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยปี 2565 จะได้ตามเป้าหมาย 7.5 ล้านตัน มากกว่าปี 2564 ที่ส่งออกได้ 6.29 ล้านตัน โดยในช่วง 10 เดือนแรกส่งออกไปแล้ว 6.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งในช่วง 2 เดือนหลัง คาดว่าจะส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 700,000 ตัน เป็นผลจากราคาส่งออกข้าวยังคงแข่งขันได้จากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปในช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับตลาดยังมีความต้องการสูง เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนต้องทานข้าว เพียงแต่ว่าเราจะแข่งขันได้อย่างไร

เจริญ เหล่าธรรมทัศน์

เพราะขณะนี้สถานการณ์ค่าเงินบาทเริ่มกลับมาแข็งค่า จาก 37-38 บาท มาเป็น 35-36 บาทอย่างรวดเร็ว หากเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนของคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนาม ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่มีการดำเนินมาตรการใด ๆ ก็อาจจะส่งผลต่อการส่งออกข้าวไทยในปี 2566 ว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 7.5-8 ล้านตัน และมีการคาดการณ์ว่าจากปริมาณน้ำดีในปีนี้จะทำให้ผลผลิตข้าวในปีหน้าเพิ่มขึ้นด้วย

แหล่งข่าวในวงการส่งออกข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกข้าวได้ทำตลาดข้าวหอมมะลิ ตั้งราคาขายที่ตันละ 750-760 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นราคาข้าวสารที่รับซื้อจากโรงสีจะอยู่ที่ตันละ 25,000-26,000 บาท หรือเป็นข้าวเปลือกจะอยู่ที่ตันละ 12,000-13,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นระดับราคาที่มีการแข่งขันกันรับซื้อสูงหากเทียบกับปีที่ผ่านมา เพราะโรงสีแต่ละรายต้องเร่งเก็บสต๊อก ผู้ส่งออกต้องซื้อ เพราะสถานการณ์การส่งออกช่วง 3 ไตรมาสแรกยังเติบโตดี ตลาดยังมีความต้องการสูง เรื่องผลการประกวดข้าวผกาลำดวนชนะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย แต่ในปี 2566 คาดว่าไทยจะมีปริมาณผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น เพราะมีหลายพื้นที่ได้ปรับพื้นที่มาปลูกข้าวหอมจังหวัดเพิ่ม เช่น ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตามองในช่วงนี้ คือ ผลการตัดสินคดีการขายข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ในสมัยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลอตที่ 2 (จีทูจี 2) ซึ่งทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะมีการพิจารณาในช่วง 30 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งประเด็นนี้มีความเกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหา 71 ราย ซึ่งมีทั้งอดีตนักการเมือง ข้าราชการ และผู้ส่งออกไทยหลายราย

นายธีร์วริศ พรพันธวิศ นายกสมาคมส่งเสริมเกษตรกรชาวนาอีสาน เปิดเผยว่า จากกรณีน้ำท่วมข้าวที่ชาวนาตากข้าวไว้ในลานตากข้าว ตามถนนในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคอีสานถูกน้ำฝนบ้าง แต่ปัจจุบันฝนหยุดตกแล้ว แดดออกทำให้ข้าวที่ตสกไว้แห้ง ความชื้นน้อยลง ใช้เวลาตาก 2 วัน ก็สามารถนำเก็บขึ้นยุ้งฉาง หรือนำไปขายให้กับโรงสีได้ไม่มีปัญหาหรือเสียหาย

แต่ก็ยังเป็นห่วงชาวนาในภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ที่ยังมีฝนตก เบื้องต้นได้ให้ชาวนาในภาคตะวันออกเก็บรวบรวมข้อมูลว่ามีชาวนากี่ราย ปริมาณข้าวเท่าไหร่ที่ถูกน้ำท่วม แต่อย่างไรก็ดีปัญหาน้ำท่วมข้าวที่ตากของชาวนา ไม่ได้สร้างความเสียหายหรือผลกระทบแต่อย่างไร หากฝนหยุดตกก็สามารถตากได้

และปัจจุบันชาวนาเก็บเกี่ยวไปแล้วกว่า 60% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดทั่วประเทศ เหลือเพียง 40% ที่ยังรอการเก็บเกี่ยว อาจมีความล่าช้าในบางพื้นที่ที่มีฝนตก แต่เชื่อว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ แล้วเสร็จในเร็วนี้


ขณะที่ราคารับซื้อข้าวในขณะนี้ราคาข้าวเปลือกในความชื้น 15% เฉลี่ย กก.ละ 14.50 บาท ความชื้น 25% เฉลี่ย 10.50 บาท ถือว่าได้ราคาดี การมีโครงการประกันรายได้เป็นช่องทางช่วยเหลือให้เกษตรกรในช่องทางหนึ่ง