เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
Business TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
“ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
Politics “ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
Finance SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
Uncategorized DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Politics วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Asap กวาด 3 รางวัล Trip.com Envision 2026 หลังยอดจองบนแพลตฟอร์ม พุ่ง 117%
Automotive Asap กวาด 3 รางวัล Trip.com Envision 2026 หลังยอดจองบนแพลตฟอร์ม พุ่ง 117%
มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
Uncategorized มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
Finance ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
CP ถอดใจ ไม่ไปต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยื่นหนังสือ ร.ฟ.ท. ขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว
Economic CP ถอดใจ ไม่ไปต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยื่นหนังสือ ร.ฟ.ท. ขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว
กยศ. ชี้หักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ แจงเป็นไปตามสัญญา
Finance กยศ. ชี้หักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ แจงเป็นไปตามสัญญา
ดูทั้งหมด

คว้าโอกาสในวิกฤตจีน เฟ้นหาหุ้นน้ำดี พิชิตผลตอบแทน

24 ก.พ. 2567 | 12:00น.
บทความโดย "ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์" 
CEO Jitta Wealth

 

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ช่วงนี้ผมหันไปทางไหน ก็ได้ยินคนพูดกันแต่ตลาดหุ้นจีน เนื่องจากเริ่มกลับมาคึกคักอีกรอบ สถานการณ์หุ้นจีนทั้งในตลาดหุ้นฮ่องกงและตลาดหุ้นจีน เพิ่งพลิกฟื้นตัวเป็นบวก 3-4% เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนนี้เอง จนนักลงทุนสงสัยคาใจว่า จีนจะฟิ้นคืนชีพได้จริง ๆ หรือเป็นแค่ศพกระตุก

ทั้ง 2 ตลาดนี้ได้ปรับตัวลงมานานหลายปี ถ้าพูดถึงตลาดหุ้นจีนก็ปรับตัวลดลงเข้าปีที่ 5 แล้ว นับตั้งแต่ภาคอสังหาริมทรัพย์ฟองสบู่แตกในปี 2564 และยิ่งตลาดหุ้นฮ่องกง ตอนนี้ถือว่าปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบเกือบ 15 ปี

ผมจะพามาหาคำตอบกันและจะคว้าโอกาสลงทุนในวิกฤตนี้ตรงไหนได้บ้างครับ

ช่วงนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นคึกคักมากที่จะได้มีโอกาสหาหุ้นจีนดี ๆ ในราคาที่ถูก แถมมีจำนวนมากในเวลาดี ๆ แบบนี้ประเดิมต้นปีมังกร ซึ่งผมไม่เถียงว่า หุ้นจีนมีทั้งดีและไม่ดีกระจายอยู่ในตลาดที่ใหญ่มาก ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะคว้าโอกาสการลงทุนในวิกฤตตอนนี้ สิ่งสำคัญที่เราจะต้องโฟกัสคือ ยิ่งเมื่อไหร่ที่เห็นของถูก จะยิ่งทำการบ้านอย่างหนักมาก ๆ ครับ

ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะหาข้อมูลหุ้นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ราคาถูก จากฐานข้อมูล Jitta.com ครับ เพราะรวบรวมข้อมูลหุ้นไว้แน่นมากมีหุ้นต่าง ๆ ในตลาด 29 แห่งทั่วโลก และค้นหาข้อมูลได้รวดเร็วด้วยไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน วิเคราะห์อนาคตธุรกิจ การเติบโตในอดีต ราคาหุ้น ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี กลยุทธ์การลงทุนจะมีอัลกอริทึมที่ช่วยคัดกรองหุ้นให้สอดคล้องตามหลักการลงทุนของสาย VI

จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าคุณจะสนใจลงทุนในประเทศจีนหรือไม่ใช่ประเทศจีน ผมเชื่อว่าคุณจะสามารถคว้าโอกาสในวิกฤตได้ทุก ๆ ตลาดหุ้น เพราะผมมีประสบการณ์ลที่เคยคว้าโอกาสจากหลาย ๆ วิกฤตที่ผ่านมา และถือลงทุนระยะยาวทำให้ได้ผลตอบแทนหลายเท่าตัวกลับมาครับ เป็นไปตามที่ปู่ ‘Warren Buffett’ เคยบอกเคล็ดลับไว้ว่า “จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว จงกลัวเมื่อคนอื่นโลก”

ถ้าใครจำภาพตอนสหรัฐ เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 ทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงิน ที่ตกลงสุดๆ แต่ก็ยังมีภาคอื่น ๆ อย่าง ภาคการค้าปลีก อินเทอร์เน็ต ท่องเที่ยวที่ธุรกิจยังเติบโตได้ดี และปรากฏว่า เมื่อวิกฤตนั้นจบลง หุ้นเหล่านี้เติบโตขึ้นมาถึง 5-10 เท่าทีเดียว และนี่คือ ผลตอบแทนมหาศาลที่คุณจะได้รับจากการคว้าโอกาสในวิกฤตครับ

หุ้นจีน-หุ้นฮ่องกง กำลัง bottom up เมื่อเห็นวิกฤตอสังหาฯ กำลังเริ่มต้นสู่จุดสิ้นสุด

เรามาดูกันว่า หุ้นจีนจะเป็นอย่างไรบ้างในปี 2567 ถ้าดูปัจจุบัน สถานการณ์ตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นฮ่องกง จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คล้าย ๆ กัน หมายความว่า เราพูดรวมตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงเพราะตัวหุ้น 2 ใน 3 ที่อยู่ในตลาดฮ่องกง จะทำธุรกิจอยู่ในประเทศจีนอยู่แล้ว จึงทำให้สองตลาดนี้ มีความเกี่ยวพันกัน คือ ถ้าหุ้นจีนขึ้น หุ้นฮ่องกงก็ขึ้นด้วย หรือถ้าปรับตัวลงก็จะลงพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้น ในช่วงที่ผ่านมา หุ้นจีนตกหุ้นฮ่องกงก็ตกด้วย

ถ้านับย้อนดูตั้งแต่หุ้นจีนปรับตัวลงมามากตั้งแต่ปี 2563 แล้ว ช่วงนั้นรัฐบาลจีนเข้าไปกำกับควบคุมธุรกิจฟินเทค เกมและธุรกิจที่เกี่ยวกับออนไลน์ต่าง ๆ หลังจากที่ รัฐบาลเบรกการเข้าตลาดหุ้นของบริษัท Ant Group ของยักษ์เทค Alibaba ที่ ‘แจ็ค หม่า’ เป็นเจ้าของ และในปีต่อมาปี ช่วงที่รัฐบาลจีนออกกฎหมายจัดระเบียนธุรกิจเหล่านี้

ต่อมาบริษัทยักษ์อสังหาฯ ‘China Evergrande’ ของกลุ่มเหิงต้า มีปัญหาสภาพคล่องจนเกิดการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ก้อนใหญ่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตอสังหาฯ ของจีนmujระเบิดออกมาสร้างความวิตกกังวลทั่วโลก หลังจากนั้นหุ้นจีนปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าปีที่ 5 แล้ว ตามมาด้วยตลาดหุ้นฮ่องกงเช่นกัน​ หลังศาลสั่ง Evergrande หักชำระบัญชีเพื่อจ่ายหนี้คงค้างเมื่อต้นปีนี้เอง

ในช่วงหลายปีก่อน นักลงทุนยังคงหวาดกลัววิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีน เนื่องจากเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจจีน มีสัดส่วนกว่า 20% ของขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP ถือเป็นเสาหลักที่ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้นมาได้สูงกว่า 7-8% ต่อปี แต่เชื่อไหมว่า หลังเกิดวิกฤตอสังหาฯ เศรษฐกิจจีนก็ยังสามารถประคองตัวให้เติบโตได้ถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ปี 2564 เป็นปีล่าสุดที่ GDP จีนเติบโตสูง 8.1% หลังจากเกิดวิกฤตอสังหาฯ กระทบ GDP ของจีนในปี 2565 เติบโต 3% และปี 2566 กลับมาเติบโต 5.2% ซึ่งสะท้อนว่า จีนยังมีภาคอื่น ๆ ที่ยังไปต่อและยังเติบโดให้เห็นอยู่ ขณะที่หุ้นจีนปรับตัวลดลงสวนกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ส่วนตัวผมจึงมองว่า หุ้นจีนและหุ้นฮ่องกง กำลังเข้าสู่ bottom up ครับ ท่ามกลางความวิตกกังวลที่ปกคลุมอยู่เต็มไปหมดในโลกลงทุนของจีน แต่สำหรับผม รู้สึกว่า ปัจจุบันจีนกำลังเข้าสู่จุดเริ่มต้นของจุดสิ้นสุดครับ

ปกติสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนไม่ค่อยชอบ คือ ความไม่แน่นอนอะไรที่มันค้างคา สะท้อนผ่านตลาดหุ้นจะกลัวหมด เพราะไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย อย่างเช่น มีข่าวความขัดแย้งของ 2 ประเทศเกิดขึ้น แต่ก็ไม่รบซักที ทำให้ตลาดคาดเดาทิศทางไม่ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เริ่มรบกัน ตลาดหุ้นจะรับรู้แล้วว่า เหตุการณ์นี้จะจบลงในระดับหนึ่งหรือสิ้นสุดได้แม้ไม่รู้ว่าจะเป็นวันไหนช่วงไหนก็ตาม แต่คนจะเริ่มเลิกกลัวแล้ว อารมณ์คล้ายกับช่วงเกิดข่าวสงครามรัสเซียและยูเครน ปี 2565 ที่ทุกคนกลัวกันหมดหุ้นตกแรงมาก

แม้สงครามผ่านมาถึงปีนี้ก็ยังไม่จบสิ้น แต่ตอนนี้คนจะเฉย ๆ กับข่าวนี้แล้ว และตลาดหุ้นอย่างสหรัฐ ก็วิ่งไปต่อไม่รอแล้วทั้งๆที่ทุกวันนี้ทั้ง 2 ประเทศนี้ก็ยังรบกันอยู่ แม้แต่กรณีอิสราเอลและฮามัสก็เช่นกัน หรือวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ จนเกิดปัญหาธนาคารยักษ์ใหญ่ ‘Lehman Brothers’ ล้มจนถูกปิดกิจการหักชำระบัญชี ทางรัฐบาลออกมาตรการมาดูแลบริษัทบางส่วนและออกมาตรการผ่อนคลายปริมาณทางการเงิน (QE) นักลงทุนก็รับรู้แล้วว่า ทุกอย่างจะจบลงระดับนึงได้

เพราะฉะนั้น ภาคอื่น ๆ ที่ประกาศงบออกมาดีเติบโตระเบิดระเบ้อ เพราะรู้แล้วว่า ผลกระทบจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์หนัก ๆ ได้ผ่านไปแล้ว ผู้คนก็ยังกลับมาซื้อสินค้าและบริการของบริษัทเหล่านี้กันอยู่ ธุรกิจอื่น ๆ ก็เดินหน้าได้อยู่ เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ผลประกอบการก็กลับมาเติบโตสดใส และหุ้นก็เด้งกลับมาหลายเท่า

ดังนั้น ผมจึงมองว่า ตลาดหุ้นจีนและตลาดฮ่องกง ที่คนกลัวกันมากในปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์หนัก ๆ เริ่มคลี่คลายบ้างแล้วโดยเฉพาะวิกฤตอสังหาฯ นี่ก็คือ ‘จุดเริ่มต้นของสิ่งที่จะสิ้นสุดแล้ว’ หรือพูดอีกนัยหนึ่ง เวลานี้ จีนกำลังอยู่ในช่วงปลายของวิกฤตอสังหาฯ แล้ว เพราะบริษัทใหญ่อันดับหนึ่ง ‘Evergrande’ ล้มไปแล้ว และตอนนี้รัฐบาลจีนก็เข้ามาจัดการปัญหาได้และน่าจะปรับสถานะดีมานด์และซัพพลายในตลาดอสังหาฯได้ นี่เป็นภาพที่ผมวิเคราะห์ว่าจีนกำลังฟื้นคืนชีพมากกว่า

เปิดเหตุผลหุ้นจีน-ฮ่องกง ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น

ในช่วงที่หลายสิ่งหลายอย่างดูยังมีความไม่แน่นอน นักลงทุนส่วนใหญ่ยังกล้าๆ กลัวๆ นี่แหละครับ คือ ช่วงกอบโกยของนักลงทุน VI ครับ

ถ้าดูปัจจัยที่สนับสนุนให้หุ้นจีนและหุ้นฮ่องกงน่าลงทุนในปีนี้ คือ

เรื่องแรก แม้ตลาดฮ่องกงจะปรับตัวลดลงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แต่ในมุมของเศรษฐกิจฮ่องกง ในปี 2566 GDP เติบโต 3.2% ส่วนหุ้นจีนปรับลดลงต่ำสุดในช่วง 5 ปี ขณะที่ GDP ปี 2566 เติบโต 5.2% สูงกว่าที่รัฐบาลและตลาดคาดการณ์ไว้ สะท้อนว่าภาคอสังหาฯ มีปัญหา แต่ยังมีภาคอื่น ๆ ที่ยังเติบโต นี่คือเนื้อแท้ในประเทศยังไปต่อได้ ผมจึงมองว่า จีนกำลังอยู่ในช่วงปลายของวิกฤตอสังหาฯ แล้ว

เรื่องที่สอง ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวลดลงมาต่ำกว่าตลาดหุ้นจีนค่อนข้างมาก เรียกว่าหุ้นฮ่องกงถูกจริง ๆ ล่าสุด P/E Ratio ของ HSI (Hang Seng Index) อยู่ที่ 8.46 เท่า เทียบกับ P/E Ratio ของตลาดหุ้นจีนที่ดัชนี SSE (Shianghai Stock Exchange Index) อยู่ที่ 12.83 เท่า (ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567)

เรื่องที่สาม ในระยะข้างหน้า Forward P/E ของ Hang Seng Index อยู่ที่ 8.04% ดัชนี SSE อยู่ที่ 12.88 เท่า และ ดัชนี SZSE อยู่ที่ 16.25 เท่า สะท้อนว่า จากที่ราคาหุ้นจีนและฮ่องกงปรับลดลงต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ท่ามกลางคาดการณ์ผลประกอบการยังเติบโตได้ดี ทำให้ค่า P/E ล่วงหน้า ต่ำกว่าตอนนี้ และมีหุ้นหลาย ๆ ตัวที่มีกระแสเงินสดเทียบเท่ากับมาร์เกตแคปล่าสุด ที่หดตัวลงมาแล้วครับ

เรื่องที่สี่ รัฐบาลจีนยังคงทะยอยออกมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อมาแก้ปัญหาอสังหาฯ ที่มีปริมาณล้นตลาดและกระตุ้นดีมานด์การซื้ออสังหาฯ ในตลาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องในปีนี้

และสุดท้าย เรื่องที่ห้า รัฐบาลจีนส่งกองทุนทีมชาติ ‘Central Huijin Investment Ltd’ เข้าซื้อ ETF ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนดัชนีตลาด และหุ้นของตลาดจีนมากขึ้น ซึ่งน่าจะเรียกความเชื่อมั่นทางจิตวิทยากลับมาได้

ทั้งนี้ มาตรการล่าสุด ธนาคารกลางจีน มีมติปรับลดดอกเบี้ย (LPR) ประเภท 5 ปี ลง 0.25% สู่ระดับ 3.95% ซึ่งเป็นการปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 หลังจากก่อนนี้ มีการปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลงอีก 0.5% เพื่อเพิ่มเงินในระบบและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลจีนผ่อนคลายการซื้ออสังหาริมทรัพย์ การอนุโลมให้บริษัทพัฒนาอสังหาฯ สามารถกู้ยืมโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกันเพื่อนำเงินจ่ายหนี้และหุ้นกู้ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะเห็นตลาดปรับตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ในระยะสั้นๆ แต่ตลาดมองว่า โอกาสที่ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงจะปรับลดลงแรงอีก และคาดว่าคงจะมีไม่มากแล้ว ทำให้ตอนนี้หุ้นจีนหลาย ๆ ตัวดูน่าสนใจไปหมด ผมนึกถตอนที่ปู่ Warren Buffett ไอดอลสาย VI อธิบายตอนที่เจอหุ้นถูก ๆ จำนวนมาก ๆ

หลังเกิดวิกฤตการณ์ใด ๆ ก็ตาม ว่า “เหมือนชายกลัดมัน ไปนั่งอยู่ในฮาเล็ม” คือ มีผู้หญิงมาให้เลือกเยอะมาก อารมณ์ประมาณนี้เลยครับ ผมจึงทำการบ้านอย่างหนักเพื่อหาหุ้นที่มีรายได้เติบโตดีหรือทำนิวไฮ ดูทั้งงบการเงินย้อนหลัง อ่านรายงานประจำปี เราจะยิ่งรู้สึกว่า หลายบริษัทมีธุรกิจที่ดีมากและมีอนาคตเติบโตในระยะยาว แต่ทำไมราคามันถูกได้จริง ๆ ช่วงวิกฤตเป็นช่วงที่ได้เลือกของถูกเยอะมาก ๆ ให้ได้ช็อปปิ้งเห็นหุ้นดี ๆ ครับ คุณมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนเมื่อหลุดพ้นช่วงวิกฤตไปแล้ว

 

ปัจจุบัน หุ้นฮ่องกงหลายตัวดี ๆ มีอนาคตเติบโตได้ยาว ๆ ที่น่าสนใจมากหากซื้อไว้ตอนนี้มีโอกาสได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 4-5% ซึ่งหุ้นชื่อดังในตลาดฮ่องกง เช่น AIA Group, Tencent เจ้าของแอป WeChat เกมและอีกหลาย ๆ ธุรกิจในจีน Xiaomi ผลิตเครื่องใช้ภายในบ้านเป็นระดับ Smart Home ทำยอดขายทั่วโลก ​BYD รถยนต์ไฟฟ้าที่ตอนนี้ทำยอดขายแซงหน้า Tesla แล้ว แม้แต่ Haidilao International Holding ที่โด่งดังจากการเข้า IPO หม้อไฟแสนล้าน ซึ่งมีสาขาในประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยด้วย

สำหรับหุ้นดังในตลาดจีนอันดับต้น ๆ ได้แก่ PingAn Insurance บริษัทประกันรายใหญ่ในจีน, Great Wall Moter หรือ GWM ที่ทำตลาดรถ EV รายใหญ่อีกแห่ง, Kweichow Moutai หรือเหมาไถ่ เหล้าจีนชื่อดังระดับพรีเมี่ยมที่มีอายุเก่าแก่เกือบ 2, 000 กว่าปี, Hangzhou Hikvision ผู้ผลิตกล้องวงจรปิดรายใหญ่ในจีน ซึ่งมีสินค้าและบริการอื่น ๆ ด้วยเทคโนโลยี เหมือนช่วยรัฐบาลจีนตรวจจับความผิดปกติในประเทศ อีกตัวสุดท้าย Midea Group เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับหนึ่งในจีน

หุ้นแต่ละตัว ทรงดี ๆ ทั้งนั้น มีให้เลือกเยอะจริ งๆ ที่สำคัญแม้ว่าอสังหาฯ จีนมีปัญหา แต่ภาคธุรกิจอื่น ๆ ยังเติบโตได้ดีและทำกำไรได้ดี เพราะฉะนั้น จึงมองกันว่าราคาหุ้นดี ๆ เหล่านี้ไม่น่าปรับลดลงได้มากแล้ว

ส่องโอกาสลงทุนในหุ้นที่ยอดเยี่ยมในประเทศที่ยอดแย่

มีคนถามผมว่า ทำไมการลงทุนแบบ VI หลังวิกฤตถึงได้ผลตอบแทนที่ดีมาก เนื่องจากราคาหุ้นถูกผลักดันด้วยปัจจัย 2 อย่าง คือ 1 ความจริง ซึ่งจะสะท้อนผ่านภาพรวมผลประกอบการ การเติบโตของกำไร EPS Growth และ 2 ความคาดหวัง (Price to Earnings) ที่คาดการณ์ที่จะเห็นราคากลับขึ้นมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นมากกว่าปัจจุบันที่มูลค่าต่ำกว่าที่เป็นจริง และผลตอบแทนที่ได้เป็นเพิ่มขึ้นหลายเท่าด้วย

ผมขอยกตัวอย่างใกล้ ๆ ตัว ว่า การลงทุนหลังวิกฤตสร้างผลตอบแทนชนะตลาดประมาณ 2 เท่า เช่น ผลตอบแทนของ Jitta Ranking หุ้นสหรัฐ เทียบกับดัชนีหลักในปี 2566 หลังผ่านวิกฤตเงินเฟ้อ พบว่า Jitta Ranking หุ้นสหรัฐ +44.26% เทียบกับ S&P500 TRI Return +26.29% หรือตลาดหุ้นไทย ในปี 2564 หลังผ่านวิกฤตโควิด-19 โดย Jitta Ranking หุ้นไทย +38.33% เทียบกับ SET TRI Return +17.67% พิสูจน์อัลกอริทึมที่ทำงานได้ดี ยิ่งลงทุนช่วงวิกฤต AI ยิ่งเก็บหุ้นดีราคาถูกได้มาก และฟื้นตัวแรงเมื่อตลาดขาขึ้น

ล่าสุดที่เราออก Jitta Raking หุ้นฮ่องกง นั้นผมและทีมงานได้ชทำ Back test ย้อนหลัง 10 ปี ก็พบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 19.68% ต่อปี

เช่นเดียวกับตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 15% หลังวิกฤติ โดยคาดหวังผลตอบแทนสูงถึง 100% ใน 5 ปีข้างหน้าหรืออาจเร็วกว่านั้น หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว

แต่ถ้าใครไม่อยากลงทุนหุ้นจีนรายตัว ก็สามารถเลือกลงทุนแบบทำผลตอบแทนจากภาพรวมตลาดหุ้นหรือธีมเมกะเทรนด์เด่น ๆ ของจีน เนื่องจากปัจจุบัน จีนกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจชูเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นำประเทศ ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับล่าสุด

ผมมองว่า Health Care จีนจะมาแรงมาก ๆ เพราะปัจจุบันรัฐบาลสนับสนุนให้ผลิตยารักษาโรคเองแทนการนำเข้า ทันตกรรมประดิษฐ์ เป็นอีกหนึ่งความล้ำหน้าในการรักษาฟัน ธีมพลังงานสะอาด ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้า เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในจีน อย่างที่รู้กัน ปัจจุบันยอดขายรถ BYD สามารถแซงรถ Tesla แล้ว และแน่นอน ธีมหุ้นเทคโนโลยีจีน ก็ยังเติบโตมีอนาคต

หากใครที่ไม่อยากลงทุนหุ้นรายตัว ก็สามารถลงทุนเป็นธีมได้ เพราะมี Thematic ราคาถูก ๆ มีอนาคตเติบโตน่าสนใจลงทุน อาทิ Thematic ตลาดหุ้นฮ่องกง ลงทุนผ่าน iShares MSCI Hong Kong ETF ส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นหลักของฮ่องกง หุ้นที่ลงทุนสูงสุดอันดับต้น ๆ ได้แก่ AIA Group, Hong Kong Exchanges and Cleaning, Techtronic Industries Company เป็นต้น โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ติดลบ -17.16% (ณ 19 กุมภาพันธ์ 2567)

ตลาดหุ้นจีน ลงทุนผ่านกองทุน iShares MSCI China ETF ถ้าดูไส้ในตัวหุ้นที่ลงทุนเป็นหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นหลักของจีน นำโดย Tencent Holding,  Alibaba Group Holding, PDD Holding, Chinna Construction Bank Corporation, Meituan เป็นต้น โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ติดลบ -15.87%

Thematic เทคโนโลยีจีน ลงทุนผ่านกองทุน Invesco China Technology ETF มีนโยบายลงทุนในหุ้นบริษัทเทคโนโลยีสัญขาติจีนชั้นนำในกลุ่ม Information Technology ทั่วโลก ทั้งหุ้น A-share H-share และ ADR ตัวหุ้นที่ลงทุนติดอันดับต้น ๆ ในพอร์ตกองทุนนี้ได้แก่ Technology Holding,  PDD Holding, Meituan,  Baidu เป็นต้น โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ติดลบ -33.17%

เทรนด์พลังงานสะอาดของจีนก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าดูผ่านกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทในประเทศจีน ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือให้บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานทางเลือก การบริหารจัดการน้ำยั่งยืน สิ่งปลูกสร้างประหยัดพลังงาน ผ่านกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF ตัวหุ้นที่ลงทุนติดอันดับต้นๆ ได้แก่ Li Auto, NIO, BYD Company, XPeng เป็นต้น โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ติดลบ -33.%

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณคงเห็นตรงกันว่า การคว้าโอกาสในวิกฤต จะช่วยให้คุณพิชิตหุ้นจีน ทำผลตอบแทนในระยะยาวได้แน่นอน และจะไปได้สุดยิ่งขึ้น ถ้าใช้สูตรง่าย ๆ นั่นก็ การ DCA หรือถัวเฉลี่ย ซึ่งการลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนหรือกำหนดช่วงเวลาเองโดยจะต้องลงทุนเป็นประจำ และกระจายการลงทุน ก็จะยิ่งทำให้คุณมีโอกาสทำผลตอบแทนการลงทุนได้เพิ่มขึ้น

ที่สำคัญ คุณจะเห็นเงินลงทุนของคุณจะทบต้นเพิ่มขึ้นเยอะมากจนคาดไม่ถึง ผมเคยคำนวณเริ่มต้นเงินลงทุน 10, 000 บาท ทำ DCA ทุกเดือน เป็นเวลาถึง 10 ปี สุดท้ายคุณจะได้เงินลงทุนทบต้น เพิ่มขึ้นมา 14-15 ล้านบาท ด้วยระยะเวลาการลงทุนระยะยาวของคุณครับ

ผมขอย้ำว่า แนะนำลงทุนแบบ DCA จะปลอดภัยและดีกว่าการที่คุณจะไปรอจับจังหวะตลาดลงต่ำ ๆ แล้วลงทุนนะครับ เพราะนั่นจะทำให้คุณเครียดโดยใช่เหตุ ความเป็นจริงของโลกแห่งการลงทุน ไม่มีใครที่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่า จุดไหนจะต่ำสุดหรือสูงสุดครับ

สุดท้าย ถ้าคุณจะลงทุนหุ้นจีนและหุ้นฮ่องกงในช่วงนี้ ติดพอร์ตไว้ก็ยังไม่สายครับ เพราะศักยภาพการเติบโตของประเทศจีนยังไปต่อยาว ๆ คุณสามารถรอเก็บเกี่ยวผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างชื่นใจครับ