ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ทวีความรุนแรงก่อนถล่มรัฐเท็กซัส

+ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงและเฮอร์ริเคน Harvey เตรียมพัดถล่มแหล่งผลิตน้ำมันบริเวณชายฝั่งสหรัฐฯ

+ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ หลังจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้ส่งสัญญาณเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟดในการประชุมประจำปี แต่กลับให้ความสำคัญกับเรื่องของวิกฤตการณ์ทางการเงินในอดีต

+ พายุฤดูร้อน Harvey บริเวณอ่าวเม็กซิโก ได้ทวีความรุนแรงเป็นพายุเฮอร์ริเคนระดับ 4 ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา และพัดถล่มชายฝั่งรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปของสหรัฐฯ ส่งผลให้บริษัทขุดเจาะน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งหยุดดำเนินการผลิต อย่างไรก็ตาม Harvey ได้ลดระดับความรุนแรงลงมาเป็นพายุฤดูร้อนในช่วงเช้าวันเสาร์และคาดจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและฝนตกต่อเนื่อง

+ กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เผยว่า พร้อมที่จะนำน้ำมันสำรองของประเทศมาใช้ หากอุตสาหกรรมน้ำมันบริเวณรัฐเท็กซัส ได้รับผลกระทบรุนแรงจากเฮอร์ริเคน Harvey

+ Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ส.ค. 60 ปรับตัวลดลง 4 แท่น มาอยู่ที่ 759 แท่น ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สอง

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์เพิ่มเติมจากประเทศอินโดนีเซีย และอุปทานตึงตัวหลังโรงกลั่นในภูมิภาคบางโรงหยุดดำเนินการผลิตกระทันหัน นอกจากนี้ตลาดยังคงจับตาผลกระทบของเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ต่ออุปทานน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีแรงหนุนจากอุปสงค์จากศรีลังกาอย่างต่อเนื่อง

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 46-51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 49-54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ คาดจะปรับลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าจากโรงกลั่นที่คาดจะคงกำลังการกลั่นในระดับสูงต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 ส.ค. ปรับลดลง 3.3 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 59 ที่ระดับ 463.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการปรับลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 8 ติดต่อกัน ขณะที่ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ณ จุดส่งมอบ คุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับลดลงมาสู่ระดับ0.5 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบปีที่ระดับ 56.5 ล้านบาร์เรล

ผลกระทบจากเฮอร์ริเคน Harvey ที่เคลื่อนที่เข้าชายฝั่งทางทะเลทิศใต้ของรัฐเทกซัส ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติในบริเวณดังกล่าวประกาศอพยพแรงงานออกจากแท่นขุดเจาะและประกาศหยุดการผลิตน้ำมันดิบลงชั่วคราวกว่า 425,500 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่อ่าวเม็กซิโก โดยปริมาณการผลิตน้ามันดิบในอ่าวเม็กซิโกคิดเป็นร้อยละ 17ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบทั้งหมดของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานในแถบรัฐเทกซัสได้หยุดดำเนินการผลิตลงทั้งสิ้นประมาณ 260,000 บาร์เรลต่อวันเช่นกัน

จับตาการขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ หลังราคาน้ำมันที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ ชะลอการขุดเจาะและปรับลดงบลงทุนในปี 2560 ลง โดย Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ ปรับลดลง 4 แท่นมาอยู่ที่ 759 แท่น สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ส.ค. 60