ธปท. ชี้ ธุรกิจไทยคว้าอันดับ 44 จาก 131 ประเทศด้านพัฒนานวัตกรรม

ธปท.เปิดผลสำรวจธุรกิจทำนวัตกรรมมากน้อยแค่ไหน หรือ RDI ชี้ ไทยอันดับดีขึ้นจาก 52 มาอยู่ที่ 44 จาก 131 ประเทศ เผยแม้ดีขึ้นแต้ช้ากว่าเวียดนาม-มาเลเซีย ระบุพบการกระจุกตัวการพัฒนาอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ แนะภาครัฐเร่งเสริมเสริม 4 ด้านยกศักยภาพการผลิต-เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

วันที่ 17 กันยายน 2564 นางสาวสุพิชฌาย์ ตั้งจิตนำธำรง ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การใช้นวัตกรรมเพื่อเร่งพัฒนาผลิตภาพการผลิตและยกระดับศักยภาพของประเทศมีความสำคัญมากขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ผลจาก RDI Survey สะท้อนว่า แม้ธุรกิจไทยส่วนใหญ่จะทำกิจกรรมนวัตกรรมอยู่แล้ว แต่ยังเน้นนวัตกรรมด้านการบริหารธุรกิจ อาทิ การตลาด และการจัดการองค์กร มากกว่านวัตกรรมด้านการยกระดับการผลิต อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าสูงขึ้น และการปรับกระบวนการผลิตหรือขนส่ง

ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนให้ภาคธุรกิจทำนวัตกรรมโดยรวมมากขึ้น โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านการยกระดับการผลิต เพื่อให้สามารถรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงได้ทันการณ์และแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพของประเทศในระยะยาว 

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากกระแส Digitalization และ Sustainability รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นการเร่งพัฒนาผลิตภาพของภาคการผลิตในประเทศโดยใช้นวัตกรรม ทั้งการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน และยกระดับภาคการผลิตรวมถึงศักยภาพของประเทศ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาระดับนวัตกรรมของไทยจะค่อยๆ ปรับดีขึ้น แต่ยังถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนจากข้อมูลดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) ซึ่งเป็นการจัดอันดับความสามารถ ทางด้านนวัตกรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก 

ไทยรั้งอันดับ 44 พัฒนานวัตกรรม

โดยพบว่าในปี 2563 ไทยอยู่อันดับที่ 44 จากทั้งหมด 131 ประเทศ ปรับดีขึ้น 8 อันดับ จากปี 2559 แต่เป็นรองเวียดนาม ซึ่งอยู่อันดับที่ 42 ปรับดีขึ้นถึง 17 อันดับ จากปี 2559 (ในปี 2559 ไทยอยู่อันดับที่ 52 ส่วนเวียดนามอยู่อันดับที่ 59) โดยเวียดนามมีคะแนนสูงกว่าไทยในด้านผลผลิตจากการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการคิดค้นผลงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ  

นอกจากนี้ ไทยยังมีอันดับต่ำกว่ามาเลเซีย (อันดับที่ 33) ซึ่งเป็นประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน (upper middle-income economies) ด้วยกัน หากพิจารณาสถานการณ์การทำนวัตกรรมของธุรกิจไทยจากผลการสำรวจการวิจัยและพัฒนาและกิจกรรมนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย หรือ Research Development Innovation (RDI) Survey ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมนวัตกรรมเพื่อยกระดับการผลิตและกิจกรรมนวัตกรรมเพื่อการบริหารธุรกิจ รวม 4 ประเภท ได้แก่ 

1.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product) 2.การปรับปรุงกระบวนการ (Process) 3.การพัฒนาด้านการตลาด (Marketing) และ 4.การพัฒนาการจัดการองค์กร (Organization) พบว่าในปี 2559-2561 ธุรกิจไทยส่วนใหญ่ได้ทำกิจกรรมนวัตกรรม โดยมีสัดส่วนเฉลี่ย 80% ของจำนวนธุรกิจที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด และเมื่อแบ่งตามขนาดพบว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่ทำกิจกรรมนวัตกรรมมีสัดส่วน 80% และ 78% ของจำนวนธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหมด และ SMEs ทั้งหมดตามลำดับ  

หากพิจารณาในรายละเอียด พบว่า ธุรกิจในอุตสาหกรรมผลิตอาหารและธุรกิจขนาดเล็กในอุตสาหกรรมผลิตเคมีภัณฑ์ ให้ความสนใจทำนวัตกรรมทั้ง 4 ประเภทมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 3.1% และ 3.2% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดในแต่ละกลุ่มตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ที่ 1.0% เท่านั้น 

และเมื่อแยกตามรูปแบบของกิจกรรมนวัตกรรม พบว่าธุรกิจในกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกทำนวัตกรรมด้าน Organization ตามด้วย Marketing มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ทำนวัตกรรมด้าน Product และ Process ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ

ดังนั้น ผลจาก RDI Survey จึงสะท้อนว่าแม้ธุรกิจไทยส่วนใหญ่มีการทำนวัตกรรมอยู่แล้ว แต่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจเป็นหลักทั้ง Organization และ Marketing ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยนวัตกรรมด้าน Organizationจะช่วยให้ธุรกิจเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่นวัตกรรมด้าน Marketing จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันจากการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ เพื่อให้ตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภค

ชี้ธุรกิจควรพัฒนาด้านผลิตเพิ่มมูลค่า

อย่างไรก็ตาม เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว ธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการยกระดับการผลิตสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้นด้วยการพัฒนานวัตกรรมด้าน Product และ Process ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากการทำนวัตกรรมด้าน Product จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค ผ่านสินค้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิต หากสินค้ามีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภค จะทำให้ผู้บริโภคเสพติดแบรนด์สินค้านั้นไปแบบไม่รู้ตัว

โดยเบื้องต้นพบว่าธุรกิจที่ทำนวัตกรรมด้าน Product จะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีความพร้อมทางด้านต้นทุนและแรงงานในการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับธุรกิจที่ทำนวัตกรรมด้าน Process แม้จะมีสัดส่วนน้อยที่สุด แต่พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัวในปี 2561 ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเพื่อรองรับการสั่งซื้อสินค้าแบบ delivery ที่เพิ่มมากขึ้น 


จากการเปรียบเทียบการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยในปี 2560-2561 พบว่า การทำนวัตกรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการขยายตัวของรายได้ โดยเฉพาะในภาคบริการ ซึ่งพบว่าธุรกิจที่ทำนวัตกรรมด้าน Marketing Organization และโดยเฉพาะ Process มีรายได้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในภาคการขนส่งที่ได้ปรับกระบวนการขนส่งสินค้าให้สอดคล้องกับธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว 

มีข้อสังเกตว่ากลุ่มที่ไม่ทำนวัตกรรมมีการขยายตัวของรายได้ที่มากกว่าการทำนวัตกรรมในบางประเภท แต่เป็นไปได้ว่าอาจเป็นผลจากการทำนวัตกรรมไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ซึ่งผลดีจากการทำนวัตกรรมด้าน Product หรือการทำนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมต่อรายได้ของธุรกิจมักไม่เห็นผลในระยะสั้นมากนัก จำเป็นต้องอาศัยเวลาและความต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก RDI Survey มีข้อมูลกิจกรรมนวัตกรรมที่มีความต่อเนื่องเพียง 3 ปี จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถนำมาวิเคราะห์เชิงสถิติเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมนวัตกรรมในระยะยาวได้ ดังนั้น หากในระยะต่อไป มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ผลของนวัตกรรมต่อธุรกิจไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำนโยบายเพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศที่ตรงจุดมากขึ้น

แนะ 4 ข้อภาครัฐเร่งส่งเสริม

โดยสรุปการพัฒนานวัตกรรมจะทวีความสำคัญมากขึ้นในระยะข้างหน้าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ภาคธุรกิจจึงควรให้ความสำคัญกับการทำนวัตกรรมมากขึ้น โดยอาจเลือกใช้นวัตกรรมประเภทที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อช่วยรักษาระดับรายได้และเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันภาครัฐก็ควรเร่งสนับสนุนการทำนวัตกรรมของภาคธุรกิจควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านการยกระดับการผลิต สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการเพิ่มกิจกรรมนวัตกรรม

1.เพิ่มการสนับสนุนด้านแรงจูงใจในการทำนวัตกรรม เช่น สนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนในรูปแบบ Co-Payment

2.ลดกระบวนการขอรับการลดหย่อนภาษีให้มีความยุ่งยากน้อยลง หากมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำนวัตกรรมในทุกประเภท เช่น อาจมีการหักลดหย่อนภาษีอัตโนมัติ

3.เพิ่มการประชาสัมพันธ์มาตรการสนับสนุนต่าง ๆ อาทิ สิทธิประโยชน์ที่สนับสนุนให้ภาคธุรกิจเร่งทำนวัตกรรมในปัจจุบัน หรืออาจประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงตัวอย่างของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการทำนวัตกรรมด้านต่าง ๆ

4.จัดเก็บข้อมูลนวัตกรรมของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลของการทำนวัตกรรมประเภทต่าง ๆ ของภาคธุรกิจ และสามารถนำมาสนับสนุนการออกนโยบายได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหากมีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลด้านอุตสาหกรรมหรือบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ