จัดทัพ ปลุกตลาดไวน์ “แอมโบรส” ขยาย ซิงเกิลมอลต์

นอกจากสภาพเศรษฐกิจ การปรับเปลี่ยนอัตราโครงสร้างภาษี รวมไปถึงมู้ด บรรยากาศการกินดื่มสังสรรค์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จะกระทบกับภาพรวมของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ “ไวน์” ที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นไปอีก เมื่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เคยเป็นสัดส่วนหลักในการบริโภคสินค้าประเภทนี้เปลี่ยนไป

“ภัทราพร เตชะไพบูลย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมโบรส ไวน์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายไวน์มูตอง คาเด้, ฮาร์ดี้ส์, โรเบิร์ต มอนดาวี่ ฯลฯ ฉายภาพให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่า แม้ในขณะนี้ภาพรวมของตลาดจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ตลาดไวน์มูลค่ากว่า 1.8 ล้านลัง ก็ยังไม่มีการเติบโต ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีไลฟ์สไตล์กินดื่มไวน์ ส่วนใหญ่นั้นเป็นคนยุโรป

แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากขึ้นเป็นกลุ่มคนเอเชีย ซึ่งไม่นิยมดื่มไวน์ แต่จะไปดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่น ๆ แทน นี่จึงทำให้ตลาดทรงตัว แม้ว่าดีมานด์ของคนโลคอลในประเทศจะหันมานิยมดื่มไวน์กันมากขึ้นก็ตาม


“ภัทราพร” ชี้ว่า ตลาดในกลุ่มลูกค้าคนไทยค่อนข้างคึกคัก แม้ว่าไวน์จะไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่นัก เมื่อเทียบกับเหล้า หรือเบียร์ แต่ก็ถือเป็นตลาดที่คนให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย มีร้านไวน์บาร์ใหม่ ๆ เก๋ ๆ เกิดขึ้น เพื่อรองรับดีมานด์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และเริ่มขยายตัวจากกรุงเทพฯออกไปยังต่างจังหวัดกันมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ทำให้การทำตลาดของแอมโบรสจากนี้ไปจึงต้องปรับมาโฟกัสที่คนไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกไวน์เข้ามาทั้งไวน์โลกเก่า และไวน์โลกใหม่ รองรับความต้องการของทั้งลูกค้าที่ชื่นชอบและมีความรู้ในการดื่มไวน์อยู่แล้ว ตลอดจนกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นดื่มไวน์

โดยบริษัทได้นำเข้าไวน์กว่า 30 แบรนด์ จากฝรั่งเศส อิตาลี ออสเตรีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี สเปน ฯลฯ รวมกว่า 800เอสเคยู อาทิ มูตอง คาเด้, ฮาร์ดี้ส์, โรเบิร์ต มอนดาวี่ ฯลฯ ซึ่งจะมีการหมุนเวียนเปิดตัวไวน์รุ่นใหม่ ๆ และจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้ต่อเนื่องทุกเดือน เช่น ล่าสุดได้จัดงานเปิดตัวไวน์ซีรีส์ใหม่ของมูตอง คาเด้ 3.0 ที่มีการปรับรสชาติเพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น รวมถึงปรับฉลากให้มีความหรูหรา พร้อมกับแนะนำไวน์แต่ละแบบซึ่งตอบโจทย์ในโอกาสที่แตกต่างกัน

ตลอดจนการเข้าไปจัดตั้งสำนักงานย่อยในต่างจังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อ และบริการหลังการขาย ปัจจุบันมีแล้วที่สมุย ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งในอนาคตหากพบว่าจังหวัดไหนมีโอกาสก็พร้อมจะเข้าไปเพิ่มเติม

ขณะเดียวกันก็ขยายช่องทางการสั่งซื้อผ่านออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์บริษัท เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า นอกเหนือจากที่มีวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด และร้านไวน์ในโรงแรม และบาร์ไวน์ทั่วไป

“ช่วงราคาของไวน์ที่ขายดีสุดอยู่ที่ 700-1,600 บาท จะสังเกตได้ว่าคนดื่มไวน์ไม่ได้พิจารณาที่ราคาอย่างเดียว แต่มองไปยังเรื่องรสชาติ และคุณภาพ ซึ่งเรามองว่าตลาดยังคงมีช่องว่างให้เติบโตต่อไป และจะนำสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาเสิร์ฟความต้องการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง”

“ภัทราพร” ระบุต่อไปอีกว่า การสั่งไวน์เข้ามาลอตใหม่หลังจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีผลให้ราคาไวน์ขยับขึ้นเล็กน้อย เช่น มูตอง คาเด้ 3.0 ปรับราคาขึ้นจากรุ่นเดิมประมาณ 40 บาทต่อขวด (จาก 880 บาท เป็น 920 บาท) ส่วนไวน์อื่น ๆ ก็ปรับขึ้นในระดับเดียวกัน ถือว่าการขึ้นภาษีรอบนี้ไม่ได้กระทบกับราคาและกำลังซื้อของผู้บริโภคมากเท่ากับช่วงปี 2556 ที่ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7-8% และนอกจากตลาดไวน์แล้ว สิ่งที่แอมโบรสกำลังให้ความสนใจนั่นก็คือ ตลาด “สปิริต” โดยเฉพาะกลุ่มของ “ซิงเกิลมอลต์” หรือวิสกี้ที่ทำมาจากข้าวบาร์เลย์มอลต์เพียงชนิดเดียว และโรงกลั่นโรงเดียว ซึ่งพบว่ามีผู้ที่ชื่นชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยส่วนใหญ่มีการพัฒนาจากการดื่มเบลด์วิสกี้ และต้องการหาประสบการณ์ ความแตกต่าง ความพรีเมี่ยมมากขึ้น

ปัจจุบันบริษัทได้นำเข้าซิงเกิลมอลต์ 4 แบรนด์ อาทิ Glengoyne, Tamdhu, Smokehead และ Macleod”s ตลอดจนวอดก้า จิน เบอร์เบิน รัม และเตกีล่า อีกหลายแบรนด์ เพื่อเติมเต็มความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคให้ครบครัน

เมื่อลูกค้าเปลี่ยน…ต้องปรับให้ทัน