ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เอกซ์พาราฯ ข้อต่อ ออมสิน เฟ้นสตาร์ตอัพ เข้าถึงเงินกองทุน 500 ล้าน

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 06 ก.ค. 2560 เวลา 13:25:00 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สัมภาษณ์

เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้สักพักแล้วว่า เอกซ์พารา (ไทยแลนด์) ได้รับเลือกจากธนาคารออมสิน ให้เข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนร่วมลงทุน SMEs Private Equity Trust Fund กองที่ 2 วงเงิน 500 ล้านบาท ซึ่งในภาวะที่ธุรกิจสตาร์ตอัพกำลังอยู่ในกระแสความสนใจของคนรุ่นใหม่อย่างมาก หลายคนอาจมองว่าคงเป็นเรื่องง่ายที่กองทุนจะนำเงินเข้าไปสนับสนุนและเก็บดอกผลกลับคืนมา แต่ในความจริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดายเท่าไหร่นัก

"ประชาชาติธุรกิจ" ได้พูดคุยกับ "อนิก ลินช์" (Anix Lynch) หุ้นส่วน (Partner) บริษัท เอกซ์พารา (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารเงินลงทุนของออมสิน และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มูลค่า 500 ล้านบาท (หรือราว 15 Million US Dollar) ถึงการเข้ามาทำหน้าที่เป็น "ผู้จัดการกองทรัสต์" ในประเทศไทย โดย "อนิก" เล่าว่า ภารกิจที่ได้รับมอบหมายนับเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับเอกซ์พารา (ไทยแลนด์) อย่างมาก เพราะโจทย์ที่ได้รับในการบริหารเงินทุนก้อนนี้คือ จะต้องเข้าไปลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม



โดยสตาร์ตอัพดังกล่าวจะเป็นได้ทั้ง ธุรกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีการเงินควบคู่ (ฟินเทค) และไม่ใช่ฟินเทค ซึ่งธนาคารออมสินและตลาดหลักทรัพย์ฯคาดหวังว่า ในระยะยาวการลงทุนดังกล่าวจะช่วยให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมลดลง เพราะธุรกิจก็จะมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น ในขณะที่ผู้ใช้บริการจากธุรกิจเหล่านั้นก็จะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นด้วย

"เราตั้งใจว่าจะลงทุนทั้งฟินเทคโดยจะจัดสรรเงินเข้าไป50%ของเงินลงทุน และกลุ่มที่ไม่ใช่ฟินเทค แต่มีนวัตกรรม เช่น ธุรกิจเกษตรกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีผสมผสาน ธุรกิจที่เน้นด้านครีเอทีฟ ฯลฯ 50% ซึ่งถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับความนิยม (ฮอตเซ็กเตอร์) และคนไทยมีความได้เปรียบหรือเก่งในด้านนั้น โดยตอนนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างการคัดเลือก"

ในปัจจุบัน อกซ์พารา (ไทยแลนด์) ยังอยู่ระหว่างการคัดเลือกบริษัทสตาร์ตอัพเป้าหมาย และคาดว่าจะเริ่มลงทุนได้ภายในเดือน ก.ค. 2560 แต่บริษัททั้งหมดจะต้องผ่านการประเมินหลายมิติ ทั้งในแง่ของโครงสร้างธุรกิจด้วยว่า ถูกรบกวนได้ง่าย ๆ จากปัจจัยลบที่เข้ามากระทบหรือไม่ ผู้บริหารและทีมงานมีพื้นฐานความเป็นมาในธุรกิจอย่างไร ใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหน เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการวิเคราะห์มิติด้านความสามารถในการสร้างผลตอบแทนด้วย หากได้เกินกว่า 5 เท่า ภายในระยะเวลา 5 ปี ก็ถือเป็นคุณสมบัติที่จะส่งต่อให้คณะกรรมการพิจารณาได้

"เราจะเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไปซึ่งเราก็เริ่มหาดีลและก็มีดีลเข้ามาเยอะมากเกิน20 ดีลแล้ว เราเริ่มตั้งกรรมการแล้ว ซึ่งถ้าจะลงทุนก็คงมีทั้งแบบเริ่มต้น ที่มีขนาดลงทุนไม่เกิน 5-10 ล้านบาท และแบบโตขึ้นมาหน่อย คือ ลงทุนไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยเราก็จะลงทุนหลายสตาร์ตอัพ ขึ้นอยู่กับมูลค่าพื้นฐาน (แวลูเอชั่น) และความพร้อมของสตาร์ตอัพ เราต้องการผลักดันให้เขาเป็นฮีโร่ของประเทศชาติ โดยเฉพาะหากแนวทางกลยุทธ์ของธุรกิจไปร่วมกันได้กับออมสิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ รัฐบาล แบบซิงก์กันเป๊ะเลย อันนี้เราก็เข้าได้"

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสตาร์ตอัพของประเทศไทยยังคงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะสตาร์ตอัพของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มฟินเทคยังไม่เคยผ่านภาวะปัญหาฟองสบู่มาก่อนเหมือนที่สหรัฐเคยเผชิญ จึงทำให้วันนี้มีธุรกิจสตาร์ตอัพเกิดขึ้นมาในประเทศไทย โดยมีจำนวนกว่า 500 บริษัทแล้ว ซึ่งในที่สุดแล้วหากเกิดวิกฤตขึ้นในวันใดวันหนึ่ง ก็อาจจะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของกลุ่มธุรกิจนี้ก็เป็นได้

ไม่เพียงแค่เรื่องความน่าวิตกด้านภาวะฟองสบู่สตาร์ตอัพเท่านั้น"อนิก"ยังเล่าว่าจากประสบการณ์ที่เคยทำงานกับกองทุนต่างประเทศพบว่า ในมุมมองนักลงทุนต่างชาติยังค่อนข้างกลัวกับการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากบุคลากรในประเทศไทยมีปัญหาด้านการใช้ภาษาอังกฤษ การกำกับกฎเกณฑ์ด้านกฎหมายด้วย

"บางทีก็เคยถามกองทุนร่วมลงทุนของต่างประเทศว่า เมื่อไหร่จะมาลงทุนในประเทศไทย คำตอบคือไม่ใช่ว่าเขาไม่มีเงินนะ แต่เขาถามเรากลับว่า ความสามารถ (Talent) ของคุณพร้อมหรือยัง ซึ่งเท่าที่พบความไม่พร้อมที่สุดของคนไทยก็คือ ภาษา กฎหมาย และคุณภาพของคน"

"อนิก" ประเมินว่า หากประเทศไทยหลุดพ้นจากอุปสรรคดังกล่าว ก็จะมีโอกาสในการเพิ่มจำนวนสตาร์ตอัพที่มีคุณภาพให้มากขึ้นได้ ขณะเดียวกันคนที่มีความสามารถที่อยากพัฒนาธุรกิจ ก็ควรจะมองหาโอกาสแนวทางสร้างสตาร์ตอัพที่เป็นฟินเทคในด้านอื่น ๆ เสริมด้วย โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ช่วยในการกำกับดูแล (Regulation Technology) เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้รับความสะดวกสบายในการจัดการเอกสารมากขึ้น

"Regulation Technology เป็นธุรกิจที่มีโอกาสสูงมาก เพราะเป็นธุรกิจที่ทำเงินแน่นอน แต่ยังไม่ค่อยเห็นมีคนเข้ามาทำเยอะ ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากมันไม่เซ็กซี่ เลยไม่ค่อยมีคนอยากทำ แต่จริง ๆ แล้วเงินมันอยู่ตรงนี้"

อย่างไรก็ตาม "อนิก" คาดหวังว่า ภายใต้งบฯลงทุนที่ได้รับมาจากธนาคารออมสิน และตลาดหลักทรัพย์ฯ 500 ล้านบาทนี้ จะสามารถเข้าไปสนับสนุนให้เกิด "ฟินเทค ยูนิคอร์น" ซึ่งหมายถึงธุรกิจฟินเทคที่ประสบความสำเร็จได้ จนท้ายที่สุดบริษัทเหล่านี้จะได้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น หรือเกิดการควบรวมกิจการที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไปได้



ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้