“สมชาย” เบียดคิวเจ๊หน่อย ลุ้นคัมแบ็กหัวโขนเพื่อไทย

“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” คือ หนึ่งในแกนนำพรรคเพื่อไทย คนในบ้าน “ชินวัตร” กลายเป็นผู้พ้นมลทิน ไม่มีคดีติดตัว

เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้อง 8 ต่อ 1 ในคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องนายสมชาย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาต เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ในเหตุการณ์ 7 ตุลา และก่อนหน้านั้น 9 มี.ค. 2553 สมาชิกวุฒิสภาลงมติไม่ถอดถอน “สมชาย” ออกจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยมติ 76 ต่อ 49 เสียง เป็นเหตุให้ “สมชาย” ยังสามารถเล่นการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ทันที

ท่ามกลางความเชี่ยวกรากทางการเมืองในยุคที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คุมกลไกอำนาจฝ่ายบริหารเบ็ดเสร็จ ยังไม่มีแนวโน้มว่าการเลือกตั้งจะชัดเจนเมื่อไหร่ และ คสช.ก็ยังไม่ปลดล็อกการห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองพรรคเพื่อไทย จึงยังเป็นพรรคหัวขาดที่ไม่มี “หัวหน้าพรรค” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 มีการตั้ง พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ขึ้นมารักษาการแทนเท่านั้น

จึงยังทำให้การชิงเก้าอี้ “หัวหน้าพรรค” ยังฝุ่นตลบ มี “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ที่กำลังรุกหนักทางการเมือง เดินสายเชื่อม ส.ส.ทุกกลุ่มก๊วน ลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม เป็นคู่แข่งสำคัญ

ทว่าเมื่อ “สมชาย” ไม่ต้องคดีอาญา ไม่เคยถูกถอดถอน จึงมีโอกาสได้ไปต่อ

และต่อไปนี้คือคำที่ “สมชาย” บันทึกไว้ในหนังสือ “ชีวิต งาน การต่อสู้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ถึงอนาคตการเมืองว่า “หลังจากพ้นตำแหน่งแล้ว เคยมีคนถามผมว่าถ้ามีโอกาสได้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯอีก จะรับตำแหน่งนี้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตอบยากมาก แต่ผมบอกไปแล้วว่า ไม่อยากเป็น”

“บ้านเมืองเราตอนนี้สับสนวุ่นวาย แม้แต่รัฐธรรมนูญที่ออกมาก็มีความเห็นที่เป็นข้อขัดแย้งมากมาย ระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับเนื้อหาว่าดี และฝ่ายที่เห็นว่ายังไม่ดี เลยไม่รู้ชะตากรรมว่า ต่อไปเส้นทางของการเมืองหรือประเทศไทยจะเป็นอย่างไร”

“ดังนั้นถ้าถามว่าหากได้เป็นนายกฯอีก จะรับตำแหน่งหรือไม่ ใจผมคิดว่าเคยเป็นมาแล้ว อายุก็มากขึ้น น่าจะมีความสุข หรือคนที่ไฟแรง มีกำลังวังชาในการพัฒนาประเทศได้ดีกว่าเข้ามาทำหน้าที่”

“แต่ก็ไม่อาจพูดได้ว่าไม่สนใจการเมืองแล้ว เพราะบางครั้งการทำงานการเมืองก็มีโอกาสช่วยเหลือประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนายกฯก็ได้ และหากจับพลัดจับผลูเกิดมีเหตุใด ๆ ขึ้นมา เราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร”


“สรุปก็คือยังไม่สามารถบอกได้ ในเมื่อเรายังทำงาน และถ้ามีโอกาสก็จะทำงานการเมืองอยู่ จึงอยู่เหนือความคาดหมาย เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ถ้าจะเป็นไปก็ขอให้เป็นไปตามธรรมชาติ ให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ เพราะถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่เอา”