พปชร.เปิดศึกชิง 2 พรรคตัวแปร ส.ว.เปิดโหวตนายก-ลุ้นจัดตั้งรัฐบาล

รายงานพิเศษ

ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการ 137 ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับอีก 15 พรรคร่วม คือ “แต้มต่อ” ที่ พปชร.จะทะลุ 126 เสียง เพื่อเข้าชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล-ฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ ในสภา

พรรคร่วม 15 พรรค 137 เสียง ประกอบด้วย พปชร. 115 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 เสียง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง และ “พรรคเล็ก” 12 พรรค 12 เสียง

ตัวเลขอย่างเป็นทางการของ 250 ส.ว.ที่มีข่าวหนาหูว่า “พรเพชร วิชิตชลชัย” อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะรีเทิร์นนั่งประธานวุฒิสภา คุมเกมโหวตนายกฯ อันเป็น “แต้มสุดท้าย” การันตีว่า “พล.อ.ประยุทธ์” จะเป็นนายกฯ ต่อไปอีกสมัย หรืออย่างน้อย 5 ปี

แหล่งข่าวจาก ส.ว.ป้ายแดง ผู้ใกล้ชิดผู้มากบารมีในรัฐบาล-คสช.ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างว่า ส.ว.มีอำนาจล้นฟ้า สวนทางกับที่มา ก่อนจะแก้ต่างจ็อบดิสคริปชั่นของ 250 ส.ว.ในระยะ 5 ปี ว่าอำนาจของ ส.ว.ไม่ได้มาก ทำหน้าที่เพียงกลั่นกรองกฎหมายจากสภาผู้แทนฯ ส่วนอำนาจในการติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลทุก 3 เดือน หากไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้รายงานต่อ ป.ป.ช.เป็นอำนาจขององค์กรอิสระชี้ขาด

“ส.ว.มีอำนาจอย่างเดียว คือ การร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยเลือก ‘คนที่ดีที่สุด’ มีประสบการณ์ในการทำงาน รักชาติ รักสถาบัน ไม่มีประวัติการทุจริต ไม่ได้เลือกเพราะมาจากพรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุด ส่วนจะเลือกใครเป็นนายกฯ มีในใจอยู่แล้ว ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นใคร”

ฝั่งตรงข้าม พรรคที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่มีพรรคเพื่อไทย (พท.) และแนวร่วมแต้มสะดุดลงที่ 245 เสียง และมีแนวโน้มจะ “ดิ่งลง” เพราะพลังดูด “งูเห่าภาค 3”

ด้านพรรคตัวแปร พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รวมกัน 103 เสียงยัง “ไม่สะเด็ดน้ำ”

ปชป.จะร่วมประชุมหัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และ 52 ส.ส. เพื่อมีมติกำหนดท่าทีของพรรค ส่วน ภท.จะชัดเจนในวันที่ 20 พ.ค.

โดยเฉพาะ “พรรคเก่าแก่” 52 เสียง ถึงแม้จะเพิ่งได้หัวหน้าคนใหม่-กก.บห.ชุดใหม่ แต่ขณะนี้ยังไม่มีมติว่าจะ “ร่วม” หรือ “ไม่ร่วมรัฐบาล” ที่มีพลังประชารัฐเป็นแกน ยกมือให้ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯคนที่ 30 หรือไม่

แหล่งข่าวจากพรรค 73 ปี ประเมินผลการลงมติของพรรคว่าจะร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐ ภายหลังเสร็จ “ศึกใน”-“ประลองกำลัง” ในศึก 2 ก๊ก ว่า หากมองข้ามหลัง “จุรินทร์” จะเห็นทะลุไปถึง “ชวน หลีกภัย-บัญญัติ บรรทัดฐาน-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ว่า ไพ่จะออกหน้า “ไม่ร่วมรัฐบาล”

หากประเมินจากจำนวนคะแนน ผลแพ้-ชนะของการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ โหวตเตอร์ที่จะชี้ขาดในที่ประชุมพรรคอยู่ในคอนโทรลของ “ผู้มีบารมี” ภายในพรรค

เพราะจะเห็นว่าขณะนี้ 52 ส.ส.อยู่ฝั่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค 25 เสียง อยู่ฝั่งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 20 เสียง อยู่กับนายกรณ์ จาติกวณิช 5 เสียง อยู่กับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน 2 เสียง

“หากใช้คะแนนที่เลือกนายจุรินทร์เป็นหัวหน้าพรรค น้ำหนักไม่ร่วมรัฐบาลย่อมมีมากกว่าร่วมแน่นอน แม้ส.ส.ส่วนใหญ่อยากจะร่วมรัฐบาลก็ตาม”

สุดท้ายแล้ว หากพรรคมีมติ “ไม่ร่วมรัฐบาล” ภาพรอยร้าวภายในพรรคย่อมเกิดขึ้นให้เห็นอีกแน่นอน เพราะมีคนไม่เห็นด้วยกับมติพรรค โดยการ “แหกมติพรรค” ยกมือร่วมรัฐบาล อย่างน้อยก็ 27 เสียง ที่ไม่ได้เลือกนายจุรินทร์เป็นหัวหน้าพรรค

ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” 51 เสียง ถึงแม้จะออก “ลูกแทงกั๊ก” แต่ก็เคลื่อนไหวอยู่ “ในโผ” ปั้นอยู่หน้าข่าวรายวัน ไม่ตกขบวน “พรรคตัวแปร” จนเกิดเป็น “ยุทธศาสตร์สร้างสีสัน” กระแสข่าว “ขั้วที่สาม” หนาหูขึ้น

หน้าฉาก “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค ยัง “สงวนท่าที” ให้รอฟังมติพรรค “ว่าที่พรรคร่วม” ขณะที่ “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรค “ไม่เผื่อใจ” หาก “พรรคตัวแปร” ปชป.-ภท. “พลิกขั้ว” เป็นคู่แข่งจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังประกาศในทุกเวทีว่า พลังประชารัฐจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน เพราะหลังฉาก “มั่นใจ 100%” ว่าสุดท้าย ปชป.-ภท. จะมาร่วมหอลงโรงกับพลังประชารัฐ เพราะ “ทั้ง ภท.และ ปชป.ไม่ไปทางเพื่อไทยอยู่แล้ว”


หากในที่สุดแล้ว รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ “เจษฎ์ โทณวณิก” นักกฎหมาย-ลูกมือ “มีชัย ฤชุพันธุ์” หัวหน้าผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 บอกว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ถูกลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจและพ้นจากตำแหน่ง ก็อาจถูกนำชื่อมาเสนอให้เป็นนายกฯ อีกครั้งได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม