ศาลฎีกาจำคุก ธณิกานต์ พลังประชารัฐ ปมเสียบบัตรแทนกัน รอลงโทษ 2 ปี  

น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ

ไม่รอด! ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก 1 ปี ธนิกานต์ ส.ส.กทม. พลังประชารัฐ ปมเสียบบัตรแทนกัน แต่เรื่องจริยธรรมร้ายแรง รอตัดสิน 16 สิงหาคม

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษา อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 19/2564 คดีที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (ถูกสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่) กรณีเสียบบัตรแทนกัน

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 จำคุก 1 ปี และปรับ 2 เเสนบาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

ทั้งนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 จำเลยดำรงตำแหน่ง ส.ส.เขต 7 (บางซื่อ-ดุสิต) กทม. ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ลงชื่อเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ​ (พ.ร.บ.) เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ 10 พ.ศ. แต่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม

จำเลยฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของจำเลยกับ ส.ส.รายอื่น หรือบัตรของจำเลยอยู่ในความครอบครองของ ส.ส.รายอื่นโดยความยินยอมของจำเลย เพื่อให้ ส.ส.รายนั้น ใช้บัตรของจำเลย กดปุ่มแสดงตนและลงมติแทนจำเลยในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว วาระที่ 1 โดยมีเจตนาทุจริต แสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน

อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งกระบวนการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 จำเลยให้การปฏิเสธ

องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นองค์กรที่ทําหน้าที่นิติบัญญัติแล้ว แม้จะไม่ทำให้กระบวนการตรากฎหมายเสียไป การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่ง หรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

“และการที่จำเลย ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาร่างพ.ร.บ.ต่าง ๆ แต่กลับฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยกับส.ส.รายอื่น เพื่อให้ลงคะแนนแทนกันนั้น เป็นการปฏิบัติงานในหน้าที่ของตน เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง ถือได้ว่าเป็นปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตแล้ว การกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตด้วย”

อย่างไรก็ตาม มูลเหตุที่ทำให้จำเลยกระทำความผิดครั้งนี้ เกิดจากต้องไปเป็นวิทยากรในงานเสวนาแบ่งปันความรู้บทบาทแม่ยุคดิจิทัล ที่สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ ตามโครงการกิจกรรมเวทีสาธารณะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับแม่และเด็กในชุมชน ประกอบกับร่าง พ.ร.บ.เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ 10 พ.ศ. ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว พฤติการณ์แห่งคดี จึงเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงมากนัก

เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดหรือได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีมีเหตุสมควรปรานีแก่จำเลย เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป แต่เพื่อให้จำเลยหลาบ จึงเห็นควรลงโทษปรับจำเลยในสถานหนัก

“พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 จำคุก 1 ปี และปรับ 2 เเสนบาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี”


มูลเหตุคดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้วินิจฉัยว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 87 ตามคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 2/1564 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่ศาลฎีกานัดพร้อมในวันที่ 16 สิงหาคม 2565 เวลา 09.00 น. เพื่อรอฟังผลคดีนี้