ใกล้แล้วเสร็จ! มอเตอร์เวย์ บางปะอิน-โคราช สร้างคืบหน้าแล้ว 68% เปิดใช้ปี‘64

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการก่อสร้างมอตอร์เวย์ สาย บางปะอิน-นครราชสีมา มีความก้าวหน้าในภาพรวม 68% ซึ่งได้กำชับผู้รับจ้างให้เร่งดำเนินการก่อสร้างในทุกสัญญาของโครงการและคาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จได้ตามกำหนดพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2564

โดยโครงการดังกล่าวจะมีแนวเส้นทางส่วนใหญ่ขนานไปกับถนนพหลโยธินและถนนมิตรภาพ แบ่งเป็น 2 ตอน ได้แก่ บางปะอิน-ปากช่อง ระยะทาง 103 กิโลเมตร และปากช่อง-นครราชสีมา ระยะทาง 93 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 196 กิโลเมตร

ในส่วนการให้เอกชนร่วมลงทุนในส่วนของการดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance : O&M) ในรูปแบบ PPP Gross Cost ของทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา ทางเอกชนจะเป็นผู้ออกแบบและลงทุนก่อสร้างงานระบบและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง งานบำรุงรักษาของโครงการทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนลงทุนทั้งหมด รวมถึงเป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง

โดยเอกชนจะได้รับค่าตอบแทน (Availability Payment: AP) เป็นเงินค่าก่อสร้างงานระบบและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง ค่าบำรุงรักษา และค่าบริหารจัดเก็บค่าธรรมเนียม รวมทั้งงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามขอบเขตและเงื่อนไขที่กำหนด ภายในกรอบวงเงินที่เป็นมูลค่าปัจจุบัน ไม่เกิน 33,258 ล้านบาท

ขณะนี้กรมได้ประกาศเชิญชวนเอกชนที่สนใจเข้าร่วมประกวดข้อเสนอตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2562 จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินข้อเสนอและเจรจาต่อรองสัญญา ตรวจร่างสัญญาและเสนอขออนุมัติผลการคัดเลือก ตลอดจนลงนามในสัญญาร่วมเพื่อให้ได้เอกชนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดของกรมทางหลวงภายในเดือนธันวาคม 2562

โดยจากข้อมูล ณ วันที่ 7 มี.ค. มีเอกชนซื้อเอกสารข้อเสนอร่วมลงทุนฯ (RFP) สาย บางปะอิน-นครราชสีมาแล้ว จำนวน 10 ราย ประกอบด้วย 1.บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง 2.บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น 3.บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ 4.บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ 5.บจก.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ 6.บจก.ซีวิลเอนจิเนียริ่ง 7.บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น 8.บจก.สี่แสงการโยธา (1979) 9.บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ และ 10.บมจ.ช.การช่าง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งระหว่างภาคต่างๆ ของประเทศ ได้อย่างสมบูรณ์มีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ แก้ไขปัญหาจราจรระหว่างภาค ส่งเสริมทั้งในภาคธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว ด้วยแนวเส้นทางที่สามารถรองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าไปยังทั่วทุกภูมิภาค เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคอาเซียนต่อไป

Previous articleกระทรวงแรงงาน ปั้นเด็กช่างสู่ตลาดงาน หวังไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์เอเชีย
Next article“แกร็บ”สอนหญิง เทคโนโลยีตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง