ท่องเที่ยวเร่งเคลียร์ “วีซ่ากรุ๊ป” หวั่นทัวร์จีนสะดุดยาว-ประเทศเสียโอกาส

วีซ่ากรุ๊ป

“กรมการท่องเที่ยว” หวั่นกระแสการเดินทางนักท่องเที่ยวจีนสะดุดยาว เร่งเคลียร์ปมวีซ่ากรุ๊ปทัวร์จีน เผยขอเจรจา ก.การต่างประเทศผ่อนผัน “กรุ๊ปทัวร์-กองถ่ายต่างประเทศ” 2 กลุ่มกระทบหนักขอใช้มาตรการเดิมไปก่อน เตรียมเสนอใช้บัญชีคู่ค้าไทย-จีน 200 บริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการท่องเที่ยวการันตี หวังร่วมกันหาทางออก สร้างโอกาสให้ประเทศต่อไป

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องที่ยวและกีฬา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงกรณีของบริษัทนำเที่ยวจีนที่ประสบปัญหาเรื่องการขอวีซ่าแบบ “กรุ๊ปทัวร์” ว่า กรมการท่องเที่ยวได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวของภาคเอกชนแล้ว และกำลังขอเข้าพบเพื่อเจรจากับทางอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

เพื่อให้พิจารณาผ่อนปรนมาตรการสำหรับบริษัทนำเที่ยวที่ประสงค์ขอวีซ่าประเภท “กรุ๊ปทัวร์” ให้ดำเนินการในรูปแบบเดิมต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ เพื่อให้กระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่สะดุดหรือชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ประเทศไทยเสียโอกาส และสามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

“เดิมผมมีนัดเข้าพูดคุยกับกรมการกงสุล เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ได้รับแจ้งว่าขอเลื่อนออกไปก่อน และจะนัดหมายกันอีกครั้ง ซึ่งส่วนตัวจะพยายามเข้าพูดคุยกันให้ได้ภายในสัปดาห์นี้” นายจาตุรนต์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นนั้นก็เป็นไปตามข้อมูลของทางกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศที่ยืนยันว่า 8 พฤษภาคม 2566 นี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบแต่อย่างใด เพียงแต่ในทางปฏิบัตินั้นในช่วงที่ผ่านมาสถานกงสุลและสถานทูตไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้ง 8 แห่งได้ผ่อนปรนให้บริษัทนำเที่ยวสามารถยื่นขอวีซ่าประเภท “กรุ๊ปทัวร์” ได้เหมือนที่เคยทำในช่วงก่อนวิกฤตโควิด

กล่าวคือ กรุ๊ปทัวร์ที่เดินทางพร้อมกัน พักที่เดียวกัน สามารถยื่นเอกสารรวมกันได้ เป็นต้น

แต่วิธีปฏิบัติที่บังคับใช้ตั้งแต่ 8 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป บริษัทนำเที่ยวจำเป็นต้องยื่นผ่านระบบออนไลน์ (e-visa) และอัพโหลดเอกสารรายบุคคลครบทุกรายการ ที่สำคัญยังระบุให้ยื่นเอกสารกับสถานกงสุลและสถานทูตตามภูมิลำเนาของผู้เดินทางเท่านั้น ทำให้บริษัทนำเที่ยวเกิดความยุ่งยาก มีภาระและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“จากข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากบริษัทนำเที่ยวจีนพบว่าความยุ่งยากที่เกิดขึ้นนี้ ผลักให้เขาจำเป็นต้องหันไปทำวีซ่าหน้าด่าน หรือ visa on arrival แทน ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวจีนมีต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น และส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางด้วย” นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์กล่าวด้วยว่า นอกจากประเด็นของวีซ่ากรุ๊ปทัวร์แล้ว ทางกรมการท่องเที่ยวยังได้เตรียมข้อมูลเพื่อขอผ่อนผันวีซ่าสำหรับกองถ่ายทำภาพยนตร์ที่จะเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยอีก 1 หมวด ซึ่งเป็นหมวดที่มีความซับซ้อนและใช้เวลาพิจารณาอนุมัตินานกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่จะพำนักเกิน 90 วัน

โดยนอกจากปัญหาเรื่องการยื่นเอกสารวีซ่ารายบุคคลในลักษณะเดียวกับกรุ๊ปทัวร์ทั่วไปแล้ว ยังกำหนดให้ต้องส่งเอกสารทั้งหมดให้สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติพิจารณาเรื่องความมั่นคงด้วย

ในส่วนของวีซ่าสำหรับกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศนั้นจะเสนอให้กรมการท่องเที่ยวเข้ามาเป็นตัวกลางในการประสานกับทางสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติอีกช่องทางหนึ่งด้วย เพื่อให้กระบวนการและขั้นตอนสามารถพิจารณาอนุมัติได้ภายใน 2 สัปดาห์ หรือช้าสุดไม่ควรเกิน 1 เดือน

“ผมเพิ่งกลับจากโรดโชว์ใหญ่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ มีบริษัทใหญ่ของจีน 4-5บริษัทได้แจ้งความประสงค์เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในเมืองไทยแล้ว แต่ปัญหาคือ เมื่อเราเปลี่ยนระบบขอวีซ่าเป็นออนไลน์ และให้ต่างคนต่างยื่นตามภูมิลำเนาตัวเอง ทำให้พวกเขาวางแผนการทำงานยาก หลายครั้งคนของเขาขอวีซ่าได้ไม่ครบทีมก็ต้องยกเลิกการเดินทาง ซึ่งก็ทำให้ประเทศเสียโอกาสเช่นกัน” นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เพื่อให้การพิจารณาอนุมัติวีซ่าสำหรับคนจีนได้เร็วยิ่งขึ้น กรมการท่องเที่ยวยังได้ทำงานร่วมกับทางกระทรวงวัฒนธรรมของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจัดส่งรายชื่อบริษัทที่ขึ้นทะเบียนบัญชีคู่ค้าไทย-จีน (list of tour operator companies) กับกรมการท่องเที่ยวแล้วราว 200 บริษัท

ซึ่งจะจัดส่งให้กับกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับประกอบการพิจารณาอนุมัติวีซ่า

“แนวทางนี้จะช่วยให้กระทรวงการต่างประเทศคัดกรองบริษัทนำเที่ยวที่ทำธุรกิจถูกต้อง ไม่ใช่บริษัทนอมินีได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเราได้คุยกับกรมการกงสุลไประดับหนึ่งแล้ว” นายจาตุรนต์กล่าว


และว่า อย่างไรก็ตาม กรมการท่องเที่ยวก็เคารพในหลักการทำงานของทางกระทรวงการต่างประเทศเช่นกัน เพียงแต่อยากพูดคุยเพื่อหาจุดกึ่งกลางระหว่างการอำนวยความสะดวกและความมั่นคงให้เดินไปด้วยกันได้ เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสให้กับประเทศต่อไป