บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดตัวกอง SCBFIN ลุยตราสารหนี้ทั่วโลกผ่านกองทุน เจ.พี.มอร์แกน

บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดตัวกอง SCBFIN ลุยตราสารหนี้ทั่วโลกผ่านกองทุน เจ.พี.มอร์แกน ชูจุดเด่นโอกาสสร้างผลตอบแทนรวมที่เหนือกว่าในระยะยาว

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เปิดตัวกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล ฟิกซ์ อินคัม (SCBFIN) ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ โดยมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว(Feeder Fund) คือ JPMorgan Funds Global Bond Opportunities Fund (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน (share class) C (acc) สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยจะเริ่มเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคมศกนี้ มูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 5,000 บาท


ทั้งนี้ กองทุน JPMorgan Funds Global Bond Opportunities บริหารงานโดย J.P. Morgan Asset Management มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกทั้งตลาดประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่อย่างน้อยร้อยละ 67 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน โดยจะลงทุนโดยตรงหรือผ่านการใช้ตราสารอนุพันธ์ทางการเงินในตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนตราสารหนี้ภาคเอกชน และอาจลงทุนในหลักทรัพย์ประเภท Asset-Backed Securities (ABS) และ หลักทรัพย์ที่มีสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน(Mortgage-Backed Securities : MBS) เพื่อสามารถสร้างผลตอบแทนรวม (Total Return) ที่เหนือกว่าในระยะยาว สำหรับพอร์ตการลงทุนในทรัพย์สินหลักๆ ประกอบด้วย ตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีการจัดอันดับความเชื่อถือในระดับลงทุนได้ ตราสารหนี้ high yield พันธบัตรรัฐบาล และกลุ่มของตราสาร securitized ที่ได้กล่าวไปข้างต้น

จุดเด่นของกองทุน JPMorgan Funds Global Bond Opportunities คือ อยู่ภายใต้การบริหารงานโดย J.P.Morgan Asset Management ซึ่งมีทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 280 คนกระจายอยู่ใน 7 ประเทศทั่วโลก และมีความชำนาญในแต่ละ sector ที่ช่วยในการคัดเลือกสินทรัพย์แต่ละประเภท โดยผู้จัดการกองทุนสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาพตลาด นอกจากนี้ ยังมีความหลากหลายในการลงทุนตราสารหนี้ที่กว้างถึง 15 ประเภทในกว่า 50 ประเทศ และมีการบริหารพอร์ตแบบผสมผสานกลยุทธ์การลงทุนทั้ง Top Down และ Bottom Up ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ไปจนถึงการวิเคราะห์รายบริษัท ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตราสารหนี้แบบดั้งเดิมทั่วไปด้วยความผันผวนที่ต่ำกว่า โดยมีดูเรชั่นเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ถือครอง (Average Duration) อยู่ที่ 3.24 ปี ต่ำกว่าดัชนีชี้วัด Bloomberg Barclays Multiverse Index ซึ่งอยู่ที่ 6.75 ปี (ที่มา : SCBAM ณ 31 ม.ค.2561)

อย่างไรก็ตามกองทุนหลักดังกล่าวเป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงถึง 4.10% ต่อปี และมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่6.47% สูงกว่าเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดซึ่งอยู่ที่ 3.02% ขณะเดียวกันกองทุนยังได้รับการจัดอันดับ Overall Morningstar 4 ดาว ทั้งนี้กองทุนมีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการอยู่ที่ 5,670.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ที่มา : SCBAM ณ 31 ม.ค. 61)

Previous articleกลุ่มไทยออยล์ขานรับนโยบายภาครัฐ ในโครงการสนับสนุนการสร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ
Next articleยังไม่สรุปเจ้าของหวย 30 ล้าน “ฐิติราช” เผย “ครูปรีชา” ให้การขัดพยานหลักฐาน นำไปสู่หมายจับ