ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์

วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สถาบันการแพทย์ จักรีนฤบดินทร์ โรงพยาบาลสีเขียวในพื้นที่ สีแดง

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 07 มิ.ย. 2556 เวลา 13:05:38 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
มีแนวคิดในการขยายบริการทางการแพทย์ออกไปทางภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงที่เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม และยังมีเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่สำคัญ รวมถึงมีนักธุรกิจและกลุ่มผู้ใช้แรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมาก

แต่สถานพยาบาลในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการยังมีจำกัด มีเพียงโรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลรัฐเพียงแห่งเดียว

ด้วยเหตุนี้ทางคณะแพทยศาสตร์จึงได้ตั้ง "สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์" (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนาม) บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทราปราการ เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนารามาธิบดีสู่คณะแพทยศาสตร์ชั้นนำในเอเชีย

ทั้งนี้ น.พ.วินิต พัวประดิษฐ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมด้วย น.พ.พงษ์ศักดิ์ โค้วสถิตย์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์, น.พ.เลิศฤทธิ์ จงมั่นคงชีพ ผู้อำนวยการก่อสร้างสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์, ดร.จริยา วิทยะศุภร ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี, น.พ.สมิง เก่าเจริญ ผู้จัดการโครงการอาชีวอนามัยและพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม ร่วมกันชี้แจงถึงที่มาและภารกิจของสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ที่ไม่ใช่แค่บริการทางการแพทย์ แต่ยังเป็นสถาบันการศึกษาผลิตแพทย์พยาบาลที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งด้วย



น.พ.วินิต พัวประดิษฐ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า ปัจจุบันคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนพระรามที่ 6 มีข้อจำกัดในด้านอาคารสถานที่ มีผู้ป่วยเข้ารับบริการไม่ต่ำกว่าวันละ 5,000 ราย ไม่รวมญาติและบุคลากร จึงมีความแออัด และลักษณะผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคซับซ้อน อาการหนัก มีหลายโรคในผู้ป่วยรายเดียวกัน ไม่เหมาะสำหรับการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล และนักศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย แต่เหมาะสำหรับฝึกอบรมผู้เชึ่ยวชาญเฉพาะสาขา

คณะจึงเสนอโครงการพัฒนารามาธิบดีสู่คณะแพทยศาสตร์ชั้นนำในเอเชียกับ น.พ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เกิดเป็นสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ เชื่อมโยงกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ถนนพระรามที่ 6

เน้นในด้านการศึกษาฝึกอบรมของแพทย์ พยาบาล นักวิทยาศาสตร์ เภสัชกร ทันตแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยซับซ้อน



น.พ.พงษ์ศักดิ์ โค้วสถิตย์
ผู้อำนวยการบริหารสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ชี้แจงว่า ภายในสถาบันจะมีการสร้างเป็นโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง ยังมีแผนกผู้ป่วยฉุกเฉิน ห้องรังสีวินิจฉัย ห้องผ่าตัด 11 ห้อง ห้องสวนหัวใจ 1 ห้อง ห้องคลอด 8 ห้อง ห้องไตเทียม ห้องให้ยาเคมีบำบัด ห้องส่องกล้อง ให้บริการรักษาผู้ป่วยทุกระดับ เน้นเวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์ฟื้นฟู อาชีวอนามัย ผู้ป่วยสูงอายุ และผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อเป็นต้นแบบการรักษาที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และบริการวิชาการให้โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลอำเภอของภาครัฐ และโรงพยาบาลเอกชน

ที่สำคัญคือการขยายการจัดการความรู้ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนในภูมิภาคตะวันออกของประเทศ รองรับผู้ป่วยนอกประมาณ 1,005,000 ราย ผู้ป่วยใน 16,640 รายต่อปี

"สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าจะเป็น Academic Medical Hub ซึ่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพในทุกระดับ เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่วิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยให้กับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ"

ดังนั้นจึงได้กันพื้นที่ส่วนหนึ่งของสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์เตรียมสร้างเป็น International Medical Conference Center ในระยะถัดไป อันประกอบด้วยศูนย์ประชุมที่ทันสมัย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ร่วมกับทำเลของสถาบันที่อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

นอกจากจะให้บริการแก่พี่น้องชาวไทยแล้ว ยังได้เปิดให้บริการระดับสากลที่พร้อมเปิดรับผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาได้

ส่วนการเลือกทำเลที่ตั้งของสถาบันสร้างที่จังหวัดสมุทรปราการเพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนในภาคตะวันออก ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก และมีประชากรจำนวนมากกว่า 1.2 ล้านคน ร่วมกับประชากรแฝงอีกกว่าเท่าตัว และจังหวัดของภาคตะวันออก 7 จังหวัด ได้แก่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว

ด้วยเหตุนี้ การออกแบบอาคารและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ จึงเน้นสร้างแบบ "กรีน" เพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างบรรยากาศแบบร่มรื่น อีกทั้งตัวอาคารยังมีการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ ยังออกแบบมาเพื่อป้องกันน้ำท่วมด้วย





อีกหนึ่งภารกิจหลักของทางสถาบัน มุ่งเน้นการดูแลสุขอนามัยของคนในพื้นที่ ตามที่ น.พ.สมิง เก่าเจริญ ผู้จัดการโครงการอาชีวอนามัยและพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม บอกว่า โรคจากการประกอบอาชีพเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เป็นผลจากการ

ที่ประเทศมีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการนำเคมีภัณฑ์อันตรายต่าง ๆ มาใช้ ยังไม่รวมกรณีอุบัติภัยจากสารเคมี (Chemical accidents) ที่เป็นสภาวการณ์ที่มีการรั่วไหลของสารเคมีอันตรายปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เกิดอาการพิษเฉียบพลัน หรือพิษเรื้อรัง

"การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่ครอบคลุมในด้านพิษวิทยา และการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในพื้นที่อุตสาหกรรม ก่อนเข้างาน ระหว่างงาน และเมื่อออกจากงาน จำเป็นอย่างยิ่ง"

พันธกิจหลักของสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ มุ่งเน้นให้บุคลากรทุกคนอยู่และทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้การทำงานเป็นทีม ดูแลซึ่งกันและกันเสมือนเป็นคนในครอบครัว

ผลิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ใน

รูปแบบใหม่ร่วมกัน การให้บริการที่ดีกับผู้ป่วยที่ได้รับทุกขเวทนา หรือการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในสังคมได้อย่างแท้จริงในอีก 4 ปีข้างหน้า



เวชศาสตร์สื่อความหมาย

ผศ.กาญจน์ลักษณ์ คันธพสุนธรา
หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมายและความผิดปกติของการสื่อความหมาย อธิบายถึงหลักสูตรใหม่ ตามนโยบายคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่มีความผิดปกติของการสื่อความหมายอย่างมีคุณภาพ และเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติสำหรับนักศึกษา

โดยจะมีการจัดการอบรมทางวิชาการ และเป็นสถานที่ศึกษาดูงานด้านความผิดปกติของการสื่อความหมายแก่บุคลากรทางการแพทย์ต่าง ๆ เช่น แพทย์ประจำบ้านจากสถาบันต่าง ๆ

"หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต และมหาบัณฑิต สาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย เป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในประเทศไทย ที่ผลิตนักแก้ไขการพูดและนักแก้ไขการได้ยิน"

ผศ.กาญจน์ลักษณ์เพิ่มเติมว่า นักแก้ไขการได้ยิน เป็นผู้ตรวจประเมินระดับการได้ยินด้วยวิธีการต่าง ๆ และให้ความช่วยเหลือแก้ไข ฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาด้านการได้ยิน ตั้งแต่ทารกแรกเกิด จนกระทั่งผู้สูงอายุ โดยมีหน้าที่ประเมิน วินิจฉัย และแก้ไขปัญหาด้านภาษาและการพูดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การได้ยินบกพร่อง เพดานโหว่ ความบกพร่องของสติปัญญา ปัญหาพฤติกรรมและการเรียนรู้ ออทิสติก ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

ปัจจุบันนักแก้ไขการพูดและนักแก้ไขการได้ยินในประเทศไทยมีประมาณ 200 คน ซึ่งไม่เพียงพอ การขยายงานของภาควิชาที่สถาบันฯ จะผลิตนักเวชศาสตร์การสื่อความหมายปีละ 50 คน

ตามสถิติของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ สำรวจถึง 31 มีนาคม 2556 พบว่าจำนวนผู้มาจดทะเบียนเป็นผู้พิการถึง 1,356,003 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่มีความพิการด้านการได้ยินและการสื่อความหมาย 169,277 ราย บกพร่องทางสติปัญญา 102,327 ราย ออทิสติก 75,556 ราย และผู้พิการซ้ำซ้อน 83,277 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้ที่มีปัญหาในสิทธิการรับบริการสุขภาพโดยไม่จดทะเบียนผู้พิการอีกจำนวนหนึ่ง