วันพ่อ : หนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ตามหาพ่อร่วมสามสิบปี

SIMON ANDERSON

ไซมอน แอนเดอร์สัน เกิดที่ซาอุดีอาระเบีย แต่เติบโตที่กรุงเทพฯ ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา เขาเพียรพยายามตามหาพ่อแท้ ๆ ของตัวเองที่เป็น ชาวอังกฤษ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อสองปีก่อนเขาสืบค้นจนพบว่าเขามีพี่น้อง คนละแม่อีกสองคนอยู่ในอังกฤษ ที่น่าจะเป็นสื่อกลางนำพาให้ได้พบพ่อ ทว่าถึงตอนนี้ความฝัน “จะได้กอดพ่อสักทีหนึ่ง” ก็ยังเป็นเพียงฝันค้าง

“แม่บอกว่าไม่ต้องไปถามหามัน มันตายไปแล้ว” ไซมอน เล่าด้วยน้ำเสียงหัวเราะขื่น ๆ ตอนที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์เขาผ่านแอปพลิเคชันซูม

ดารา พบกับคีท ชายชาวอังกฤษที่ไซมอนบอกว่าเป็นพ่อของเขา ที่เมืองไทย ราวปี 2533 ตอนที่เธอไปเที่ยวผับกับเพื่อน เธอเล่าว่าตอนนั้นคีท ทำงานเป็นช่างทันตกรรมที่ซาอุดีอาระเบีย แต่เดินทางมาพักผ่อนเมืองไทย

ดารา แม่ของไซมอน เมื่อครั้งพบกับคีท / SIMON ANDERSON

หลังรู้จักกัน ทั้งสองคบหากันอยู่ราวหนึ่งถึงสองปี ก่อนแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกันที่เมืองไทย เธอตัดสินใจเดินทางไปอยู่กับเขาที่ซาอุดีอาระเบีย ประเทศมุสลิมที่มีกฎระเบียบเคร่งครัด ที่นั่นดารา ได้รับรู้ว่าคีทมีนิสัยชอบดื่มเบียร์จนถึงขั้นติด ถึงอย่างนั้นเธอยังอยู่กับเขาและตั้งท้องเพื่อมีทายาทตามที่คีทต้องการ

เมื่อท้องได้เก้าเดือนแต่ยังไม่ถึงกำหนดคลอด แพทย์ที่โรงพยาบาลคิงฟาฮัด ต้องเร่งทำคลอดให้เธอก่อนกำหนด เพราะคีท ถูกให้ออกจากงานและถูกสั่งให้เดินทางออกนอกซาอุดีอาระเบียโดยเร็วที่สุด ตามคำบอกเล่าของดาราที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยผ่านแอปพลิเคชันซูม สาเหตุมาจากการที่เขาดื่มสุราจนเมาและใช้คำพูดไม่เหมาะสมกับเพื่อนร่วมงาน

เมื่อดาราคลอดลูกได้ไม่กี่วัน เธอก็เดินทางกลับไทย แต่คีทเดินทางกลับอังกฤษ

“เขาบอกว่าถ้ามีงานทำแล้วจะกลับมารับ” ดารา บอก

เธอเล่าด้วยว่าหลังจากนั้นเขาเขียนจดหมายถึงเธอประมาณสามฉบับ เล่าว่าได้งานทำแล้ว และจะมารับเธอกับลูกไปอังกฤษ แต่ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี คีทก็ขาดการติดต่อ โดยรวมแล้วเธอได้รับจดหมายจากเขาไม่เกินห้าฉบับ

จากนั้นเธอก็เลี้ยงดูไซมอน และลูกคนอื่น ๆ ของเธอที่เกิดกับสามีเก่า และสามีคนปัจจุบันต่อไป โดยที่ยังไม่ได้หย่าขาดจากคีท เพราะตามหาเขาไม่พบ ทุกวันนี้เธอและลูกยังคงใช้นามสกุลแอนเดอร์สันของเขา

Advertisement

“แม่พูดแต่เรื่องเสีย ๆ ของพ่อ ไม่มีเรื่องดีเลย ผมคิดว่าเขาคงมาไข่ทิ้งไว้ แต่คิดอีกทีถ้าเขาไข่ทิ้งไว้ จะเอาแม่ไปซาอุฯ ด้วยทำไม” ไซมอน บอก เขายังมีคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับพ่อที่เขาไม่เคยรู้จัก และทำให้คิดจะตามหาพ่อมาตั้งแต่อายุได้ห้าขวบ แต่ไม่ใช่เขาเท่านั้นที่มีคำถามเรื่องพ่อ

“หรั่ง ๆ หรั่ง พ่อมึงไปไหนวะ ไม่เคยเห็นพ่อมึงเลย” ใบหน้าลูกครึ่งยังเป็นจุดเด่นให้เพื่อน ๆ หยิบขึ้นมาล้อไม่เว้นแต่ละวัน ไซมอนไม่ได้ตอบโต้ แต่กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกเศร้าใจ เมื่อถามแม่ก็ได้แต่คำตอบที่ว่า “มันตายไปแล้ว มันตายไปแล้ว”

“มันเป็นปมในใจ โตขึ้นมาผมถึงได้อยากรู้ อยากเจอ อยากถามว่าทำไมไม่อยากเจอผมบ้าง”

ไซมอนเคยพยายามหาพ่อด้วยการติดต่อให้รายการโทรทัศน์ในเมืองไทยทำเรื่องราวของเขา เผื่อจะได้พบพ่ออย่างที่หลายคนพบ แต่เขาไม่ได้รับความสนใจจากรายการใด เขาเคยพยายามสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งปี 2563 ถึงได้รู้จักเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร และติดต่อขอให้ช่วยตามหาพ่อ

SIMON ANDERSON

คณิตญา เนียมกลิ่น ประธานสมาคมเครือข่ายภาคีหญิงไทยฯ บอกบีบีซีไทย ว่า ได้เดินทางไปที่บ้านตามที่อยู่บนหน้าซองจดหมายที่เชื่อว่าเป็นของพ่อที่ส่งถึงแม่ของไซมอน และพบว่าครอบครัวพ่อของไซมอนย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวที่อยู่ไม่ห่างจากเมืองนิวคาสเซิลแล้ว

ไซมอนเคยทำงานหลายอย่างตั้งแต่ขายของ ไปจนถึงคุมผับ บาร์ / SIMON ANDERSON

คณิตญา เล่าเรื่องราวให้เพื่อนบ้านซึ่งมีที่อยู่ใหม่ของครอบครัวคีทฟัง และทิ้งนามบัตรไว้ เพียงไม่นานเธอก็ได้รับการติดต่อจากผู้หญิงที่บอกว่าเป็นพี่สาวคนละแม่ของไซมอน

ในที่สุดเขาก็ได้คุยกับพี่สาวทางออนไลน์ และรู้ว่าพ่อมีลูกสาวสองคนก่อนที่จะมีเขา พี่สาวยังเล่าด้วยว่าย่าของไซมอนเคยบอกพี่สาวว่ามีน้องชายอยู่ที่เมืองไทย พวกเธอยังส่งภาพถ่ายปัจจุบันของพ่อให้เขาดู แต่บอกว่าพ่อไม่ได้อยู่ที่อังกฤษแล้ว

“ผมไม่ได้ถามอะไรเขามากเกี่ยวกับพ่อ ถามพวกขาว่าสบายดีไหม ก็ทักทายกันไป” ไซมอนไม่ได้ขอที่อยู่พ่อ และแทบจะไม่ได้ถามถึงพ่อมากนัก

“ถามไปก็เท่านั้น เขาคงไม่ได้อยากเจอเราจริง ๆ” เขาบอกอย่างเศร้าหมอง คิดว่าหากพ่อติดต่อมาหาเขาตามรายละเอียดเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ที่เขาส่งให้พี่สาว เขาก็คงจะได้คุยกับพ่อจริง ๆ เสียที

“ถ้าได้เจอหน้า คงจะได้กอดเขาสักทีหนึ่ง ผมไม่เคยรู้เลยว่าความรู้สึกที่ได้กอดพ่อแท้ ๆ ของตัวเองมันเป็นยังไง”

SIMON ANDERSON

การได้พบหน้าพ่อน่าจะเป็นความฝันสูงสุดของไซมอน ในเวลาเดียวกัน ไซมอนมีพาสปอร์ตอังกฤษเล่มล่าสุดที่เขาเพิ่งได้รับ หลังใช้เวลารวบรวมเอกสารอยู่นาน พาสปอร์ตคือใบเบิกทางให้เขาไปอังกฤษเพื่อหางานทำได้ ขณะนี้เขากำลังฝึกภาษาและหวังว่าจะได้ไปทำงานในอังกฤษต้นปีหน้าตามที่มีคนไทยในอังกฤษรับปากจะช่วยเหลือ หลังจากเขาโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียเพื่อหางานทำในอังกฤษ

แต่หากเป็นจริงก็หมายความว่าเขาจะต้องทิ้งลูกชายวัยหกขวบที่เขารับเลี้ยงดูหลังจากหย่าขาดกับภรรยา เอาไว้กับแม่ของตัวเอง

“ผมมั่นใจว่าผมรักลูกไม่น้อยกว่าใคร…แม้จะไม่มีพ่อเป็นตัวอย่างว่าควรจะเลี้ยงลูกยังไง แต่แม่ของผมก็เป็นทั้งแม่และพ่อที่เลี้ยงผมมา ไม่มีใครในครอบครัวมีปัญหา หรือติดยาเสพติด”

ไซมอนเคยคิดเหมือนกันว่าถ้าเขาได้อยู่ในประเทศบ้านเกิดของพ่อตั้งแต่เด็ก ๆ ชีวิตของเขาคงจะดีกว่านี้ แต่ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เขาเองต้องพิสูจน์ รวมทั้งเรื่องที่ยังค้างคาใจเกี่ยวกับพ่อ

“มันเป็นความน้อยใจว่าทำไมเขาไม่อยู่ดูแลเราบ้าง อย่างน้อยมาถามไถ่ก็ยังดี แต่นี่ไม่ส่งข่าวมาบ้างเลย ทำไม”

…..

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว