ปลัด สธ.เผยข้อเท็จจริงหลังดราม่าโซเชียลฯ ‘พยาบาล’ ประสบอุบัติเหตุรถส่งต่อ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีที่เพจ “สหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย” เปิดเผยเหตุการณ์พยาบาลร้องเรียนว่าตนตกเป็นจำเลยภายหลังเกิดอุบัติเหตุกับรถพยาบาลที่เดินทางกลับหลังจากนำส่งผู้ป่วย และระบุว่าไม่ได้รับการดูแลจากกระทรวงสาธารณสุข ว่า จากการตรวจสอบยืนยันว่า พยาบาลไม่ได้เข้าข่ายเป็นจำเลยกรณีดังกล่าว แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของ รพ.มุกดาหาร พบว่าคนขับรถเกิดจากเหตุสุดวิสัย และอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องประกัน ซึ่งทาง สธ.สั่งให้รถพยาบาลของ รพ.ในสังกัดทุกแห่งต้องทำประกันชั้น 1 ทั้งหมด พร้อมทั้งติดตั้ง GPS เพื่อติดตามความเร็วในการขับรถ รวมทั้งคนขับต้องผ่านการอบรมด้วย

“พยาบาลทั้ง 2 ท่านถือว่าได้รับผลกระทบจากการปฎิบัติหน้าที่ โดย 1 รายบาดเจ็บไม่สาหัส ส่วนอีกรายบาดเจ็บสาหัส ซึ่งกรณีเหล่านี้สามารถได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 (สปสช.) ซึ่งก่อนหน้านี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออก ม.44 ปลดล็อกหลังจากถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ท้วงติงไม่สามารถใช้เงินกรณีช่วยเหลือผู้ให้บริการ แต่ ม.44 ปลดล็อกให้สามารถใช้ได้ ซึ่งกรณีมาตรา 41 หากทุพพลภาพหรือเสียชีวิตได้รับสูงสุด 4 แสนบาท หากสูญเสียอวัยวะหรือพิการสูงสุด 2.4 แสนบาท บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่องสูงสุด 1 แสนบาท ทั้งนี้ ขั้นตอนการขอรับเงินต้องทำเรื่องไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)สาขาในพื้นที่นั้นๆ แต่ต้องใช้เวลานาน 1-2 เดือน” นพ.โสภณกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม สธ.อยู่ระหว่างพยายามข่วยเหลือเยียวยาบุคลากรที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งนอกจากการช่วยเหลือเบื้องต้นตาม กม.41 แล้ว ยังควรให้มีการเยียวยาที่ได้รับอัตราจำนวนเงินมากขึ้น ขณะนี้กำลังหารือว่าจะทำเป็นประกาศกระทรวงฯ หรือบรรจุร่วมใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบทางการแพทย์ พ.ศ…

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำอย่างไร เพราะที่ผ่านเกิดเหตุการณ์ร้องเรียนผ่านเพจดังโซเชียลตลอด นพ.โสภณกล่าวว่า กำชับให้ ผอ.รพ.และผู้บังคับบัญชาในพื้นที่นั้นๆ ให้มีการสื่อสารกับบุคลากรมากยิ่งขึ้น

รศ.คลินิก พญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วพบว่า กรณีการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลของโรงพยาบาลมุกดาหาร เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เวลาประมาณ 01.03 น. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 6 ราย นั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง สรุปข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่า เป็นเหตุสุดวิสัยและตอนนี้ ขั้นตอนการดำเนินการอยู่ระหว่างนัดเจรจาเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน ซึ่งทางโรงพยาบาลต้นสังกัดได้เบิกเงินช่วยเหลือทำขวัญเบื้องต้นคนละ 5,000 บาท ส่วนค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นเบิกจาก พรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และโรงพยาบาลมุกดาหาร ได้ให้การดูแลรักษาตั้งแต่วันเกิดเหตุ โดยให้การดูแลรักษาต่อเนื่องจนกว่าจะหายดีและสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้



รศ.คลินิก พญ.วารุณี กล่าวว่า ส่วนเงินค่าเสียหายที่ทำให้ได้รับการบาดเจ็บ และเสียชีวิต เรียกร้องจากประกันภัยภาคสมัครใจ ประเภท 1 (ประกันชั้น 1) ขั้นตอนดำเนินการอยู่ระหว่างนัดเจรจาเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน ต่อหน้าเจ้าพนักงานเจ้าของคดี ที่ สภ. เลิงนกทา อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ระหว่างผู้เสียหาย และเจ้าของบริษัทประกันภัย ผู้คุ้มครองรถคันที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ดังนี้ นัดครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2560 และครั้งที่ 3 นัดวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนในชั้นนี้ยังไม่มีการดำเนินการส่งฟ้องร้องใด ๆ และยังไม่มีผู้ตกเป็นจำเลยทางคดี ตามหน้าเพจ facebook ของสหภาพพยาบาลเเห่งประเทศไทย ซึ่งโรงพยาบาลมุกดาหาร ได้มอบหมายให้นิติกรและฝ่ายบริหาร ได้ช่วยประสานงานในการดำเนินการ ดังกล่าวแล้ว คาดว่าจะได้ข้อยุติโดยเร็ว

ส่วนกรณีพยาบาลผู้ประสบเหตุที่พักรักษาตัวและทำให้ขาดรายได้ ทางโรงพยาบาลต้นสังกัดให้ยืมเงินช่วยเหลือเบื้องต้น จำนวน 15,000 บาท และจะพิจารณาให้การช่วยเหลือต่อไปหลังจากที่ได้ข้อยุติจากการเจรจาเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยเรียบร้อยแล้ว

นพ.ภาคี ทรัพย์พิพัฒน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ได้กล่าวถึง การดำเนินการตามมาตรการองค์กรความปลอดภัยทางถนน ซึ่งโรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด ทั้งการติดตั้งระบบ GPS พร้อมกริ่งสัญญาณควบคุมความเร็วรถ การติดตั้งกล้องบันทึกภาพหน้ารถและห้องคนขับ การอบรมฟื้นฟูทักษะพนักงานขับรถพยาบาลในหลักสูตร Ambulance safety การจัดทำประกันภัยภาคสมัครใจ ประเภท 1 (ประกันชั้น 1) โดยให้รถพยาบาลทุกคัน ติด GPS และกล้องตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ กำกับให้ทำประกันภัยภาคสมัครใจภาคสมัครใจ ประเภท 1 (ประกันชั้น 1) ทุกคัน ผล 100% การอบรมฟื้นฟูทักษะพนักงานขับรถรายเก่า รายใหม่ 100% และให้ทุกโรงพยาบาลจัดเวรพนักงานขับรถเป็นเวร 8 ชั่วโมง มีการกำกับผลการปฏิบัติเรื่องความเร็วรถพยาบาลในที่ประชุมคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลระดับจังหวัด (กวป.) พบว่า เมื่อช่วงต้นปีงบประมาณผลคือรถทุกคันใช้ความเร็วเกิน 80 กม./ชม

“จึงกำหนดมาตรการเพิ่มเติมโดยติดตั้งกริ่งสัญญาณเตือนความเร็วเกินกำหนดให้รถพยาบาลทุกคัน และเชื่อมฐาน GPS กับขนส่งจังหวัดให้ช่วย monitor ความเร็วพร้อมออกจดหมายเตือนถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลจากสำนักงานขนส่งจังหวัด” นพ.ภาคีกล่าว

 


ที่มา มติชนออนไลน์

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ