สร้างแบรนด์

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ
โดย อมร พวงงาม

พูดถึงเรื่องการสร้างแบรนด์ ตอนนี้คงต้องยกนิ้วให้ “ค่ายดาวสามแฉก” เพราะใช้เวลาเพียงปีเศษ ๆ สามารถสร้างแบรนด์ “เอเอ็มจี” จนดังเปรี้ยงปร้าง ผู้คนรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมือง

ที่สำคัญคู่แข่งตามไม่เห็นฝุ่นเอาเสียเลย

ย้อนกลับไปดูแบรนด์ “เอเอ็มจี” เริ่มต้นรู้จักกันแค่ “ชุดแต่ง” รถเบนซ์

แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ยกระดับขึ้นเป็นอีกแบรนด์ เพื่อให้แตกต่างจากแบรนด์ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ที่ดูออกแนวเชย ๆ เรียกว่าเป็นแบรนด์ที่เน้น “เพอร์ฟอร์ แมนซ์”

เช่นเดียวกับแบรนด์ “อีคิว” ที่เน้นรถยนต์ในกลุ่มที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งหมดตั้งแต่ไฮบริด, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และอีวี

แบรนด์เอเอ็มจีเริ่มทำตลาดจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2560 แต่อัตราการเติบโตเร็วเกินคาดชนิดผิดหูผิดตา

เม็ดเงินที่ใช้อาจจะเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง แต่ที่ต้องยอมรับนั่นเพราะทุกองคาพยพไปในทิศทางเดียวกัน

เริ่มตั้งแต่การปูพื้นความรู้เรื่องแบรนด์ มีการแต่งตั้งดีลเลอร์ 13 แห่งทั่วประเทศทำหน้าที่ดูแลแบรนด์จากดีลเลอร์ทั้งหมด 33 ราย

ใครไม่อยู่ในข่าย ซ่อมแบรนด์นี้ไม่ได้เด็ดขาด

ลุยสร้างโชว์รูมใหม่เอาให้หรูหรา ปลายปีนี้คงได้เห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน

ตอนนี้แค่แยกส่วนออกมาก่อนเรียกชื่อต่างกันด้วย ใหญ่เรียกแบรนด์ดีไซน์, กลางเรียกแบรนด์เพอร์ฟอร์แมนซ์, เล็กเรียกแบรนด์เซอร์วิส

พร้อมทั้งคลอดรถรุ่นใหม่ในตระกูลเอเอ็มจีแบบรัว ๆ ตอนนี้มีแบรนด์เอเอ็มจีขายอยู่ในตลาดเกือบ 20 รุ่น ขนาดแบรนด์อีคิวที่ออกแนวประหยัดเพราะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น ยังถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในกลุ่มแบรนด์เอเอ็มจี

ทำให้ผลประกอบการแบรนด์เอเอ็มจีในปี 2561 เทียบปี 2560 โตถึง 309% และช่วงไตรมาสแรกปี 2562 ที่ผ่านมา ทำผลงานยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โตเกือบ 80% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กลุ่มลูกค้าก็มีกิจกรรมเข้าถึงแบรนด์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการเลือกกิจกรรม “เอเอ็มจี เอ็กซ์พีเรียนซ์” ที่ชักชวนลูกค้าไปทดลองขับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ สมรรถนะสูง ๆ พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีการขับขี่อย่างถูกต้อง การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย

และไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ยังยกระดับกิจกรรมให้แอดวานซ์เพิ่มขึ้น

ล่าสุดเอากิจกรรม “เอเอ็มจี ไดรวิ่ง อะคาเดมี” ซึ่งถือเป็นการฝึกอบรมขับขี่รถยนต์สมรรถนะสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาใช้ในบ้านเราเป็นที่แรก

ปิดแทร็ก “ช้างเซอร์กิต” เรียนรู้เทคนิคการขับขี่โดยมีอินสตรักเตอร์ มืออาชีพดีกรีแชมป์มอเตอร์สปอร์ตระดับโลก เช่น “เบิร์น ชไนเดอร์” เจ้าของแชมป์ DTM 5 สมัย และแชมป์ 2 สมัยจากสนามนูร์เบอร์กริง ร่วมฝึกสอน

ขนรถสปอร์ตสายพันธุ์แรงภายใต้แบรนด์ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” 14 รุ่น ตีมูลค่าคร่าว ๆ ทะลุ 100 ล้านบาทให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด และไม่ลืมลากสื่อมวลชนที่จะสามารถช่วยถ่ายทอดข้อมูลต่าง ๆ ส่งต่อไปยังผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงไปร่วมกิจกรรมด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลคงต้องยกนิ้วให้ทีมบริหารไล่เรียงตั้งแต่ซีอีโอใหญ่ “โรลันด์ โฟลเกอร์” รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด “ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์” 

และที่ขาดไม่ได้ มือประสาน 10 ทิศ เสี่ยดอม “อัชฌ์ บุณยประสิทธิ์” ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร ที่สามารถเชื่อมแบรนด์เอเอ็มจีระหว่างดีลเลอร์-ลูกค้า-สื่อมวลชน ได้อย่างลงตัว

วันก่อนนั่งคุยกับซีอีโอเบนซ์เค้าพูดชัดเจนว่า แฮปปี้กับการสร้างแบรนด์ “เอเอ็มจี” มาก ๆ ส่วนแบรนด์ “อีคิว” ก็ถือว่าไม่ขี้เหร่

เพราะตอนนี้รถที่ผลิตในประเทศไทย หนึ่งในสามเป็นแบรนด์ “อีคิว” ยืนยันว่าค่ายดาวสามแฉก มีวิธีการสร้างแบรนด์ที่ชัดเจน

เพราะฉะนั้น แบรนด์ “มายบัค” ที่เพิ่งสั่งการไปก็ไม่น่าจะใช่ปัญหา เร็ว ๆ นี้คงได้เห็นความยิ่งใหญ่

Previous articleอย่ารังเกียจองค์กร บริหารธุรกิจแบบเผด็จการ
Next articleโมเดล EEC ปั้นเขตศก.ใต้ 6 แสนล. “ประชัย “คัมแบ็กฟื้น “นิคมจะนะ”