มูลนิธิรามาธิบดีฯ ก้าวสู่ปีที่ 54 เดินหน้าระดมทุนพัฒนาการรักษาพยาบาล

มูลนิธิรามาธิบดีฯ
ภาพจากเว็บไซต์ มูลนิธิรามาธิบดีฯ

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ก้าวสู่ปีที่ 54 เดินหน้าระดมทุนทำโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล โดยปี 2566 มีโครงการหลักที่ต้องเร่งระดมทุน 2 โครงการ

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 มูลนิธิรามาธิบดีฯ ในฐานะองค์กรการกุศลที่มีภารกิจในการระดมทุนเพื่อพันธกิจของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิรามาธิบดีฯ มีโครงการระดมทุนหลายโครงการด้วยกัน เช่น โครงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ เพื่อสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์, โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้, โครงการทุนการศึกษารามาธิบดี, โครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน และโครงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

โดยในปี 2566 ซึ่งมูลนิธิรามาธิบดีฯ มีอายุครบ 54 ปี ได้มีโครงการหลักที่จะต้องเร่งระดมทุนใน 2 โครงการ ดังนี้

1.โครงการก่อสร้างอาคาร รพ.รามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี

ได้เปิดตัวโครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธีเมื่อกลางเดือนธันวาคม เพื่อทดแทนอาคารเดิม ให้ผู้ป่วยที่มาใช้บริการสามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเต็มศักยภาพเทียบเท่าอาคารเดิม มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา โดยเฉพาะโรคที่มีความซับซ้อนซึ่งถือเป็นความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเป็นต้นแบบทางการรักษาให้กับโรงพยาบาลอื่น ๆ ต่อไป และเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้บริการ

Advertisment

นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้โครงการนี้เป็นพื้นที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน เพื่อร่วมพัฒนาต่อยอดในด้านสาธารณสุขของประเทศให้มีศักยภาพในระดับสากล สามารถแข่งขันได้ และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้ในลำดับต่อไป

โดยโครงการนี้เป็นอาคารสูง 25 ชั้น และมีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าองค์การเภสัชกรรม มีขนาด 15 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา และมีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000 ตารางเมตร ซึ่งมากกว่าพื้นที่ใช้สอยของอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เกือบ 3 เท่า โดยคาดการณ์ว่าสามารถให้บริการผู้ป่วยนอกได้ถึง 2.5 ล้านครั้งต่อปี และให้บริการผู้ป่วยในได้ถึง 55,000 คนต่อปี  และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในปี 2571

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐบางส่วน แต่โครงการดังกล่าวยังคงขาดงบประมาณด้านการก่อสร้างอาคารประมาณ 3,000 ล้านบาท และการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ทันสมัยที่มีมูลค่าสูงประมาณ 6,000 ล้านบาท

2.โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้

Advertisment

เป็นโครงการเก่าแก่ที่เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการก่อตั้งมูลนิธิรามาธิบดีฯ โดยก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ ซึ่งครอบคลุมผู้ป่วยยากไร้ในทุกประเภท ได้แก่ ผู้ป่วยจากสถานสงเคราะห์ ผู้ป่วยจิตเวช ภิกษุ แม่ชี ผู้ป่วยเร่ร่อน ผู้ป่วยจากภัยพิบัติ ผู้ป่วยต่างด้าว รวมถึงผู้ป่วยระดับกลางที่ใช้สิทธิประกันตน หรือใช้ประกันสุขภาพถ้วนหน้า เนื่องจากมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิหลายกรณี เช่น สิทธิไม่ครอบคลุมบางโรค ยาหรืออุปกรณ์การแพทย์บางรายการไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติที่ผู้ป่วยต้องชำระเพิ่มเติมเอง

นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือครอบคลุมไปดูแลปัญหาด้านจิตใจ ครอบครัว และช่วยค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากรามาธิบดีมีความเชี่ยวชาญ และเป็นความหวังของผู้ป่วยทางด้านโรคซับซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคที่ต้องใช้ค่ารักษาสูงมาก และใช้ระยะเวลาการรักษาเป็นเวลานาน

ดังนั้น จึงทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ต้องการการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลมีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยในแต่ละปีมูลนิธิได้ใช้งบประมาณการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้เป็นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาท โดยเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่มีรายได้ถึง 40% และการช่วยเหลือส่วนที่เหลือไปยังผู้ป่วยผู้มีรายได้ต่ำ โดยผู้ป่วยที่ได้รับการช่วยเหลือเป็นผู้ป่วยเด็กและผู้สูงวัยกว่า 57%

ในปี 2565 สัดส่วนเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้คิดเป็น 19% จากโครงการทั้งหมดที่มูลนิธิระดมทุนอยู่ โดยมีสัดส่วนของผู้ป่วยยากไร้รายใหม่ที่ได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิฯเพิ่มขึ้นกว่า 4% เมื่อเทียบกับปี 2564

3.แคมเปญ “ความสุขจากการให้…ไม่สิ้นสุด”

แคมเปญที่รวบรวมเสียงแทนคำขอบคุณของเหล่าผู้ป่วย ภายใต้โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ที่ได้รับการช่วยเหลือด้านค่ารักษาพยาบาลจากน้ำใจของคนไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่า “การให้” จาก “ผู้บริจาค” ที่ส่งต่อความสุขไปยังผู้รับหรือ “ผู้ป่วย” ยังทำให้เกิดความสุขอีกหลากหลายรูปแบบ

เช่น ความสุขของผู้บริจาคที่ได้เห็นผู้ป่วยหายดีได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว การมอบทุนทรัพย์ให้กับนักศึกษาผ่านโครงการทุนการศึกษารามาธิบดี เพื่อมุ่งสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้นำความรู้มาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคมไทย หรือแม้กระทั่งความสุขที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้างโครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตและโครงการต่าง ๆ ที่มูลนิธิให้การดูแลอยู่อีกมากมาย

เทรนด์การกุศลของคนยุคใหม่

เนื่องจากคนไทยมีน้ำใจและถูกปลูกฝังให้ช่วยเหลือกัน ทำให้ทุกครั้งที่เกิดความต้องการเร่งด่วน เช่น เหตุการณ์โรคอุบัติใหม่ อุบัติภัยทางธรรมชาติ การก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลแห่งใหม่ คนไทยก็จะร่วมช่วยเหลือตามกำลังที่มี นอกเหนือจากการบริจาคเงิน อาจเป็นการให้แรงกาย แรงใจ ความสามารถเป็นจิตอาสา หรือบางคนช่วยเหลือโดยการบอกต่อ กดไลก์ กดแชร์

อย่างไรก็ดี การที่สามารถตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ได้ เป็นสิ่งที่คนในสังคมปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ซึ่งหลักการบริหารจัดการของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในทุกโครงการจะมีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน และนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้บริหาร ซึ่งท้ายที่สุดความคืบหน้าและผลลัพธ์ของแต่ละโครงการนั้นสามารถก่อประโยชน์ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ ผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การทำบุญออนไลน์ หรือ Online Donation ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทางมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ปรับปรุงการให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยตลอดมา บนพื้นฐานของการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อให้ผู้บริจาคสะดวกสบายที่สุด รวมถึงช่องทางการสนับสนุนของที่ระลึกการกุศลทางออนไลน์อีกด้วย

ทั้งนี้ ปี 2565 ที่ผ่านมา มูลนิธิรามาธิบดีฯ มีสัดส่วนการบริจาคออนไลน์ (ดูจากจำนวนใบเสร็จ) อยู่ที่ 63% ขณะที่การบริจาคแบบออฟไลน์มีสัดส่วน 37%

Generation ของกลุ่มผู้บริจาค

มูลนิธิรามาธิบดีฯ มีสัดส่วนกลุ่มผู้บริจาคบุคคลธรรมดากว่า 40% โดยเป็นผู้บริจาคกลุ่ม Gen X ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริจาคที่มียอดบริจาคต่อรายสูงที่สุดเมื่อเทียบกับผู้บริจาคบุคคลธรรมดาในช่วงอายุอื่น ๆ

ขณะที่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ระหว่างปี 2563-2564 มูลนิธิฯ มียอดบริจาคจากกลุ่ม Gen Z (อายุ 9-24 ปี) สูงขึ้น 2 เท่าจากช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 จากการระดมทุนเพื่อโครงการเร่งด่วน และเห็นผลลัพธ์ ส่วนปี 2565 ยอดบริจาคจากกลุ่มนี้ลดลงเล็กน้อยแต่ยังคงมียอดบริจาคสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19

ในแง่ของการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้นำความชื่นชอบของคนกลุ่มนี้มาพัฒนาการทำงานมากขึ้น เช่น การจัดทำของที่ระลึกโดยใช้การ์ตูนคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยม เช่น ไลน์เฟรนด์, เฮลโล คิตตี้, สนูปี้ ฯลฯ หรือ การใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นศิลปินกลุ่มคนรุ่นใหม่มาช่วยโปรโมตแคมเปญต่างๆ เช่น การเปิดตัวของที่ระลึกการกุศล Power of Giving เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็ได้ตัวแทนจากแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของไทย เช่น PAINKILLER Atelier, Kloset & Etcetera, DISAYA, Greyhound Original, SMILEYHOUND มาร่วมงาน

นอกจากนี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯ ยังมีการทำคอนเทนต์เพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ เช่น คอนเทนต์วอลเปเปอร์เสริมความสุข…ไม่สิ้นสุด 12 ราศี พร้อมเลขมงคล จากอาจารย์ไวท์ หมอดูโอปป้า เพื่อสร้างความหลากหลายของคอนเทนต์ที่สื่อสารออกไป

ทั้งนี้ ปี 2566 มูลนิธิรามาธิบดีฯ ยังคงมีการร่วมมือกับแบรนด์ลิขสิทธิ์แท้ Peter Rabbit และ My Melody เพื่อเพิ่มความหลายหลายผ่านของใช้ในชีวิตประจำวัน ที่จะมอบให้กับผู้ที่ร่วมทำบุญ