บ้านปูปิดดีลแหล่งก๊าซสหรัฐ ฝ่าวิกฤตเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจถดถอย

สมฤดี ชัยมงคล
สมฤดี ชัยมงคล

“บ้านปู” จ่อปิดดีลแหล่งก๊าซธรรมชาติ XTO มูลค่า 2.5 หมื่นล้าน 30 มิ.ย.นี้ แฟลกชิปแห่งใหม่ผลิตเพิ่มเกือบเท่าตัวขึ้นแท่นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับ 18 ตลาดสหรัฐ รับกระแสเงินสดสะพัดครึ่งปีหลัง มั่นใจฝ่า 3 วิกฤต “เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยพุ่ง-ศก.ถดถอย” ซีอีโอเผยผลครึ่งทางแผนทรานส์ฟอร์มธุรกิจสีเขียวฉลุยปี 2025

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วันที่ 30 มิ.ย. 2565 บริษัทจะปิดดีลแหล่งก๊าซ XTO ที่บ้านปู โดยบริษัท BKV Corporation (BKV) เข้าลงทุนใน XTO Energy, Inc. บริษัทย่อยของ Exxon Mobil Corporation ในสหรัฐ ด้วยมูลค่าการลงทุน 750 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 25,000 ล้านบาท แหล่งนี้จะเป็นแหล่งที่ 3 นับตั้งแต่ที่บ้านปูเข้าไปซื้อแหล่งก๊าซมาร์เซลัส ที่เพนซิลเวเนีย ครั้งแรก 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และแหล่งก๊าซบาร์เนต ในรัฐเทกซัส 600 ล้านเหรียญ

โดยผลจากการลงทุนครั้งนี้จะทำให้กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 600 เป็น 1,000-1,200 คิวบิกฟีตต่อวัน ทั้งยังได้ระบบขนส่งก๊าซเข้ามาด้วย ซึ่งจะทำให้บ้านปูขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับ 1 ในเทกซัส และขยับอันดับจาก 20 เป็นอันดับที่ 18 ในตลาดรวมของสหรัฐ

ความเคลื่อนไหวดังล่าวจะทำให้บ้านปูในสหรัฐ มีทั้งต้นน้ำ คือ แหล่งก๊าซ กลางน้ำ คือ โรงไฟฟ้า Temple 1 ที่เทกซัส ที่ซื้อเมื่อปลายปีก่อน และปลายน้ำ คือ ระบบซื้อขายไฟล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นเครื่องมือบริหารการขายไฟฟ้าจากเทมเพิลวันในรัฐเทกซัส

“การลงทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทได้แฟลกชิปตัวใหญ่เข้ามาทดแทนเหมืองถ่านหินที่ไม่ได้เพิ่มกำลังผลิต และเป็นตัวทำกำไรและกระเเสเงินสดเพิ่มเข้ามาอีก โดยในช่วงครึ่งปีหลัง XTO จะช่วยสร้างกระเเสเงินสดที่จะมีเข้ามาได้เต็ม 100% และกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว”

วิกฤต ศก.สหรัฐไม่กระทบ

ซีอีโอบริษัท บ้านปู กล่าวว่า เพื่อรองรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกที่กำลังประสบกับปัญหาเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง เศรษฐกิจถดถอย บ้านปูจะเน้นการลงทุนที่มีความระมัดระวัง และดูผลตอบแทนการลงทุนเป็นสำคัญ ซึ่งการเลือกลงทุนเกี่ยวกับด้านพลังงาน บริษัทต้องมั่นใจว่าผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะไม่สูง เพราะพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ

“แม้ว่าตอนนี้จะมีวิกฤตพลังงาน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯตกลงทุกวัน บางวันก็ขึ้นสูง ตกติดต่อกัน แต่ถ้าเข้าไปดูเฉพาะธุรกิจพลังงานจะพบว่ามีความมั่นคง ราคาหุ้นไม่ได้รับผลกระทบสูงเหมือนอย่างหุ้นอื่น ๆ ถ้าดูบ้านปูจะเห็นว่า ภาวะวิกฤตโรคระบาด สงคราม พลังงาน กลับกลายเป็นว่าสถานการณ์พลังงานกลับเอื้ออำนวยบริษัทเพิ่มขึ้น”



ในส่วนของตลาดสหรัฐนั้น บริษัทยังต้องติดตามนโยบายด้านพลังงานของสหรัฐที่จะเข้ามาแทรกแซง 2 ด้าน คือขอให้บริษัทน้ำมันผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มซัพพลาย ซึ่งเขาได้เปรียบเพราะมีแหล่งน้ำมันเอง ราคาน้ำมันลดลง ประชาชนอยู่ได้ ส่วนก๊าซเป็นคนละส่วน และไม่ได้มีการโฟกัสถึง จึงยังไม่ได้รับผลกระทบ อีกนโยบายคือการปรับลดภาษีสรรพสามิตพลังงาน 18% จากปกติประมาณ 30% ซึ่งจะกระทบงบประมาณประเทศ แต่อเมริกาเป็นประเทศที่ร่ำรวย รัฐอุดหนุน

3A รับวิกฤตพลังงานโลก

นางสมฤดี กล่าวว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้ บริษัทไม่ได้ปรับเป้าหมายแผนการลงทุน 5 ปี ยังเป็น 2025 แต่จะขยับเร็วขึ้น โดยสเกลอัพธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน โดยบ้านปู เน็กซ์ เร็วขึ้น และได้วางสูตร 3A คือ acceleration หรือการเร่งการเติบโตด้านของกรีนเนอร์,

augmentation การต่อยอด greener เช่น มีแหล่งก๊าซต่อยอดด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซ และพลังงานหมุนเวียนโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ก็ต่อยอดด้วยวินด์ฟาร์ม โซลาร์รูฟ โซลาร์ลอยน้ำ ต่อยอดด้วย energy solution สำหรับอนาคต และ antifragile คือ ความเเข็งแกร่งทนต่อสภาวะวิกฤตต่าง ๆ ที่จะเข้ามากระทบ ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอ่อนไหวเปราะบางในภาวะวิกฤตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เเค่เอาตัวรอดได้เท่านั้น แต่สามารถเติบโตเปลี่ยนภาวะวิกฤตเป็นโอกาสได้ด้วย

กระแสเงินสด-ลดต้นทุนคีย์หลัก

ซีอีโอบริษัท บ้านปู ยังระบุว่า สำหรับวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ บริษัทไม่ได้รับแรงกระทบมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมา บริษัทได้มีการปรับตัวด้วยการปรับพอร์ตโฟลิโอมาตั้งแต่วิกฤตในปี 2012 จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (climate change) โดยมีการบริหารค่าใช้จ่าย ต้นทุน และปรับกลยุทธ์เป็น greener and smarter มาจนถึงปัจจุบันแผน 5 ปี (ปี 2020-2025) โดยเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565 วันแรกที่รัสเซียบุกยูเครน บริษัทได้เรียกทีมผู้บริหารประชุมทันที และมีการจัดทำแผนการจัดการความเสี่ยง tarp risk response plan

“ที่ผ่านมาบริษัทผ่านวิกฤตโลกร้อน ด้วยการทำแผนลดต้นทุน ปรับกลยุทธ์เป็น greener smarter ตอนนั้นมีการจัดพอร์ตธุรกิจ 3 กลุ่ม energy resource energy generation และตั้งเสาที่ 3 คือ energy technology ผ่าน green flagship คือ บ้านปู เน็กซ์ ปี 2015 เป็นต้นมา และประคองตัวเองมาได้ มีขาดทุนอยู่ปีหนึ่ง และกำไรน้อยบ้างมากบ้าง จนกระทั่งปีที่แล้วเริ่มเกิดวิกฤตพลังงานจากสภาพภูมิอากาศ ที่อเมริกามีพายุหิมะ ยุโรปขาดแคลนพลังงาน แต่บริษัทสามารถทำให้ปี 2021 ที่ผ่านมาเป็นปีที่กลับมาทำกำไรสูงสุดในรอบ 10 ปี แตะ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ และด้วยกระแสเงินสด ในปี 2021 ทำให้บริษัทมีเงินที่ทุ่มการลงทุนไปในเรื่องของ greener เพิ่มขึ้น โดยเข้าไปซื้อแหล่งก๊าซ XTO ในอเมริกา”

ราคาถ่านหิน-ก๊าซครึ่งปีหลัง

สำหรับทิศทางราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ครึ่งปีหลังประเมินไม่ได้ต่ำลงมาก คาดว่าราคาถ่านหินค่อนข้างทรง ๆ 300-400 เหรียญต่อตัน ส่วนราคาก๊าซมีการปรับขึ้นไปสูงอยู่ที่ 8-9 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู แต่ราคานี้เป็นราคาเฮนรี่ฮับที่อเมริกา บางคนมองว่า ตอนนี้เข้าสู่ฤดูร้อนก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะปรับสูงขึ้น และถ้านำเข้ามาในตลาดเอเชียบวกค่าขนส่ง ภาษี กว่าจะมาถึงประเทศไทยก็ทะลุถึง 20 เหรียญต่อบีทียู ซึ่งค่อนข้างจะแพง

“แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ต้นทุนของทุกคนเพิ่มขึ้นหมด บ้านปูเองก็เป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ต้นทุนสูงขึ้นด้วย แต่ก็หาวิธีที่จะต้องพยายามลดต้นทุนให้ได้ ด้วยผลจากการที่ได้ทรานส์ฟอร์มพอร์ตโฟลิโอมาตั้งแต่ปี 2015 ทำให้กระเเสเงินสดกระจายไปในธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งจากเหมือง แหล่งก๊าซ โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟ เอเนอร์จี้เทคโนโลยี จึงสามารถมาช่วยแอ็บซอร์บต้นทุนที่สูงขึ้นได้”

อีก 3 ปี Greener & Smarter

สำหรับเป้าหมาย greener & smarter ของบริษัท บ้านปู ในปี 2025 ธุรกิจแหล่งพลังงานจะยังมีสัดส่วน 65% โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ แหล่งผลิตพลังงานเดิมถ่านหิน 20% และแหล่งก๊าซที่เป็นพลังงานสะอาดขึ้น ถือว่าเป็น greener 25% ที่เหลือจะตามด้วยโรงไฟฟ้า ซึ่งจะมีส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน และรีนิวเอเบิล 15% เทคโนโลยีด้านพลังงาน 10%

“หากจัดพอร์ตเป็น greener smarter ปี 2025 รวมแล้วส่วนของก๊าซ พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีด้านพลังงาน จะมากกว่า 50% ส่วนที่เป็นพลังงานถ่านหินดั้งเดิมและโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 รวมตัวนี้จะต่ำกว่า 50%”

โดยรายได้หลักจะมาจากต่างประเทศ 90% และในประเทศ 10% จากการขยายการลงทุนไปยัง 10 ประเทศ โดยวางประเทศเป้าหมายหลักที่ฐานการสร้างรายได้ คือ อินโดนีเซีย ในธุรกิจเหมืองถ่านหินและเทคโนโลยีพลังงาน รองลงมา คือ อเมริกา เป็นธุรกิจพลังงานครบวงจร ทั้งแหล่งพลังงาน โรงไฟฟ้า และเทคโนโลยีด้านพลังงาน และออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างขยายในส่วนของธุรกิจแบตเตอรี่ฟาร์ม นอกจากนี้ยังมีจีน ที่มีทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน โซลาร์ฟาร์ม และโซลาร์รูฟ


ทั้งนี้ การบรรลุเป้าหมาย greener & smarter จะสามารถดูได้จากตัวชี้วัดต่าง ๆ 1) กระเเสเงินสด เพิ่มขึ้นด้วยภาวะปัจจุบัน 2) การใช้งบฯลงทุน ช่วงปี 2015-2021 ใช้งบฯ 95-98% จากภาพรวมการลงทุน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สู่ในธุรกิจ greener & smarter และตอนนี้เรียกว่างบฯเกือบ 100% ไปในด้านนี้ ส่วนถ่านหินไม่ได้ลงทุนเลย และ 3) การทำ SD Report มีการเพิ่มคุณภาพที่บ่งบอกเป้าหมายลดคาร์บอนชัดเจน โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี DJSI เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน, MSCI เป็น DSG เรตติ้ง ได้ A และบ้านปู เป็นกลุ่ม 70 บริษัทจากทั่วโลกที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับ gold class ของ S&P

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ