เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
Real Estate เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
Economic กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
Business ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
Real Estate จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
Economic ‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
World ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
Real Estate ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
Real Estate เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
Real Estate ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
ดูทั้งหมด

ธนาคารกลางสหรัฐ ยุโรป อังกฤษ ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% สกัดเงินเฟ้อ

16 ธ.ค. 2565 | 21:50น.
ดอลลาร์

ธนาคารกลางสหรัฐ ยุโรป อังกฤษ ขึ้นดอกเบี้ย 0.50% สกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ ECB ส่งสัญญาณยังปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ  โกลด์แมน แซคส์ ชี้เศรษฐกิจไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์จะได้ประโยชน์หากจีนเปิดประเทศ ขณะที่ ADB เตือนเศรษฐกิจในเอเชียยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 13-16 ธันวาคม ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันอังคาร (13/12) ที่ระดับ 34.78/80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/12) ที่ระดับ 34.79/81 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนรอติดตามผลการประชุมรอบสุดท้ายของปีนี้ของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) (13-14/12)

อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นในวันพุธสอดคล้องกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ หลังการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ต่ำกว่าคาดของสหรัฐ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 7.1% ในเดือน พ.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 7.3% ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 6.0% ในเดือน พ.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.1%

การที่ดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์นั้นบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อของสหรัฐได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว

นอกจากนี้ในวันพฤหัสบดี (15/12) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นไปตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้

ในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดคาดว่าจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปในปี 2566 และจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงปี 2567 โดยเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสู่ระดับ 5.1% ในปีหน้า ก่อนที่จะสิ้นสุดวัฏจักรปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยระดับดังกล่าวเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2550 หลังจากที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 6.1% ในปี 2566 หรือเทียบเท่ากับช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย 5.00-5.25% เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อจับตาดูผลกระทบของการคุมเข้มนโยบายการเงินที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

นอกจากนี้ เฟดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจำนวน 1.0% ในปี 2567 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.1% ในช่วงสิ้นปีดังกล่าว และเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1.0% ในปี 2568 สู่ระดับ 3.1% ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับตัวสู่ระดับ 2.5%

เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์ หากจีนเปิดประเทศ

นอกจากนี้โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์ จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเปิดประเทศของจีน โดยขณะนี้ทางการจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และมีแนวโน้มที่จะเปิดประเทศในไม่ช้านี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนอุปสงค์การส่งออกและการเดินทางระหว่างประเทศ ประกอบกับทีมนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งนำโดยนายหุย ซาน คาดการณ์ว่า การเปิดประเทศของจีนจะช่วยหนุนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยให้ขยายตัวราว 2.9%, หนุน GDP ฮ่องกงขยายตัว 7.6% และช่วยหนุน GDP สิงคโปร์ขยายตัว 1.2% อีกทั้งคาดการณ์ว่าจากการที่จีนเปิดประเทศจะช่วยให้การส่งออกและรายได้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเหล่านี้ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ซึ่งรวมถึงจีน ไทย และฟิลิปปินส์ทั้งในปีนี้และปีหน้า โดยระบุว่าเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้จะยังคงได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมทั้งนโยบายควบคุมโควิด-19 ของจีน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยนั้น ADB ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียกลางในปี 2565 แต่ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกทั้งในปี 2565 และ 2566 เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มอ่อนแอลง ส่วนในด้านเงินเฟ้อนั้น ADB ปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียลงเหลือ 4.4% ในปี 2565 จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 4.5% และคาดว่าเงินเฟ้อในปี 2566 จะอยู่ที่ 4.2%

ADB เตือนเศรษฐกิจในเอเชียยังเผชิญความเสี่ยง

นอกจากนี้ ADB เตือนว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียยังคงเผชิญกับความเสี่ยง เนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนจะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง รวมทั้งเงินเฟ้อทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น และการที่ธนาคารกลางทั่วโลกเดินหน้าใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงิน ทั้งนี้ในช่วงสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.52-35.15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (16/12) ที่ระดับ 34.94/96 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในเช้าวันอังคาร (13/12) ที่ระดับ 1.04541/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/12) ที่ระดับ 1.0556/0560 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -23.3 ในเดือน ธ.ค. โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -26.4 จากระดับ -36.7 ในเดือน พ.ย. ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการคลายความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อและวิกฤตพลังงาน

อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงความไม่เชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ในวันพฤหัสบดี (15/12) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมตามการคาดการณ์ของตลาด โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อยู่ที่ระดับ 2.50% และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งเดือน พ.ย. 2551 ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.0% และ 2.75% ตามลำดับ

ECB ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อ

นอกจากนี้ ECB ยังส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ECB ระบุว่า จะเริ่มทำการปรับลดงบดุลในวงเงิน 1.5 หมื่นล้านยูโร/เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 จนสิ้นสุดไตรมาส 2 ของปีดังกล่าว นอกจากนี้ ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมเมื่อวานนี้ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในวันข้างหน้าเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีกรอบระหว่าง 1.06591-1.0735 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (16/12) ที่ระดับ 1.0644/47 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันอังคาร (13/12) ที่ระดับ 137.73/76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/12) ที่ระดับ 136.08/12 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามดัชนีดอลลาร์ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ดี ในช่วงกลางสัปดาห์ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่น (ทังกัน) ในไตรมาส 4/2565 ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 4 เนื่องจากผลกระทบของต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ดี ดัชนีทังกันไตรมาส 4 ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวเกียวโดคาดไว้ว่าอาจจะอยู่ที่ระดับ 6 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มบริษัทนอกภาคการผลิตซึ่งรวมถึงภาคบริการนั้น อยู่ที่ระดับ 19 ในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นจากระดับ 14 ในไตรมาส 3 นอกจากนี้ ผลสำรวจของ BOJ ยังระบุว่า กลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่นมีแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านทุนอีก 19.2% ในปีงบฯการเงินซึ่งจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค.ปีหน้า ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 20.9% และต่ำกว่าผลการสำรวจครั้งที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 21.5% ทั้งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 134.56-138.17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (16/12) ที่ระดับ 137.29/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ