เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อัพเดตค่าธรรมเนียม ‘Shopee-Lazada’ ล่าสุด เฉพาะ GP จ่ายสูงสุด 19.26%
Tech อัพเดตค่าธรรมเนียม ‘Shopee-Lazada’ ล่าสุด เฉพาะ GP จ่ายสูงสุด 19.26%
CAAT แจงเกณฑ์เปิดตรวจกระเป๋าเช็กอิน ทำเฉพาะกรณีพบสิ่งต้องสงสัย
News CAAT แจงเกณฑ์เปิดตรวจกระเป๋าเช็กอิน ทำเฉพาะกรณีพบสิ่งต้องสงสัย
ไทยรื้อวง JTC เมียนมารอบ 10 ปี เร่งปลดล็อกการค้า ดันเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์
World ไทยรื้อวง JTC เมียนมารอบ 10 ปี เร่งปลดล็อกการค้า ดันเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์
OR เผยครึ่งปีแรก 2569 รายได้ เฉียด 4 แสนล้าน
Business OR เผยครึ่งปีแรก 2569 รายได้ เฉียด 4 แสนล้าน
CIMB ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน ช่วยหลายอุตสาหกรรมไทย มองรัฐบาลตื่นตัวออกกฎเกณฑ์
Finance CIMB ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน ช่วยหลายอุตสาหกรรมไทย มองรัฐบาลตื่นตัวออกกฎเกณฑ์
‘ปลอดประสพ’ ฝากข้อคิด ‘อ.วีระ’ วอนให้เกียรติข้าราชการ ยันที่พักอุทยานฯ เน้นอิงธรรมชาติ
Politics ‘ปลอดประสพ’ ฝากข้อคิด ‘อ.วีระ’ วอนให้เกียรติข้าราชการ ยันที่พักอุทยานฯ เน้นอิงธรรมชาติ
มาคาเลียส ชี้กลุ่มท่องเที่ยวชู ‘อี-โวเชอร์’ บริหารรายได้ธุรกิจยุคใหม่
Business มาคาเลียส ชี้กลุ่มท่องเที่ยวชู ‘อี-โวเชอร์’ บริหารรายได้ธุรกิจยุคใหม่
GOLD2go รุกภาคตะวันออก ผนึกร้านทองพันธมิตร รับเทรนด์ออมทอง 100 บาท ถือครองจริงได้
Finance GOLD2go รุกภาคตะวันออก ผนึกร้านทองพันธมิตร รับเทรนด์ออมทอง 100 บาท ถือครองจริงได้
ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ลุยทุกเส้นทาง
Automotive ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ลุยทุกเส้นทาง
วีระ ขอโทษ เข้าใจผิดปมเข้าพักเกาะสิมิลัน – วอนอย่าตั้งกรรมการสอบ หน.อุทยานฯ
News วีระ ขอโทษ เข้าใจผิดปมเข้าพักเกาะสิมิลัน – วอนอย่าตั้งกรรมการสอบ หน.อุทยานฯ
ดูทั้งหมด

STARK สะเทือนตลาดหุ้นกู้ นักลงทุนเกือบ 5 พันรายช็อกเจอเบี้ยวหนี้

07 มิ.ย. 2566 | 06:22น.
Stark

วิบากกรรม STARK เขย่าตลาดทุน สะเทือนผู้ถือหุ้น-หุ้นกู้-เจ้าหนี้แบงก์เสียหายนับหมื่นล้าน “วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ” รักษาการซีอีโอยื่นหลักฐานดีเอสไอ-สอบสวนกลางเอาผิดผู้บริหาร ตามล่าทรัพย์สินคืน  ด้านผู้ถือหุ้นกู้ 4,528 ราย วงเงิน 9,198 ล้านบาท ช็อกบริษัทเบี้ยวหนี้หยุดจ่าย “ดอกเบี้ย” วงการยอมรับกระทบเชื่อมั่นตลาดหุ้นกู้ เผยสัญญาณเตือน “ไฮยีลด์บอนด์-หุ้นกู้ไม่มีเรตติ้ง” ขายไม่หมด ชี้กรณีบริษัทไม่มีเงินคืนแบงก์-หุ้นกู้ ต้องยื่นศาลฟื้นฟูกิจการ  ตลท. ยอมรับฝ่ายกำกับต้องปรับตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีปัญหาบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK กลายเป็นอีกกรณีที่ส่งผลสะเทือนตลาดทุน เพราะถือเป็นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่มีทรัพย์สินตามที่ระบุเกือบ 4 หมื่นล้านบาท และผู้ถือหุ้นก็เป็นนักลงทุนสถาบันรายใหญ่หลายราย แต่มีกลิ่นของขบวนการทุจริตที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทั้งผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้และเจ้าหนี้มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

โดยเมื่อบริษัทไม่สามารถส่งงบการเงินปี 2565 ได้ กระทั่งถูกตลาดหลักทรัพย์ฯระงับการซื้อขายตั้งแต่ 28 ก.พ. 2566 พร้อมกับมีการเปลี่ยนทีมผู้บริหาร และคณะกรรมการยกชุด โดยนายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้เข้ามานั่งตำแหน่ง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2566

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งให้มีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) เกี่ยวกับการขาย ลูกหนี้ รายการบัญชีอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการรับโอนเงินของกลุ่มบริษัทหลังมีรายงานบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ของผู้ตรวจสอบบัญชีรายใหม่ถึงความผิดปกติ

ขณะที่หลังจากตลาดหลักทรัพย์ฯได้เปิดให้ซื้อขายหุ้น STARK เป็นการชั่วคราวตั้งแต่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา วันแรกราคาหุ้น STARK ก็ลดลงกว่า 89.49% ลดลงจาก 2.13 บาท มาอยู่ที่ราคา 0.25 บาท เรียกว่านักลงทุนเทขายหนีตาย  โดยล่าสุดวันที่ 6 มิ.ย. ราคาแกว่งอยู่ในแดนลบทั้งวัน ลงไปจุดต่ำสุด 0.17 บาท

ยืน DSI ฟ้องตามล่าทรัพย์สินคืน

ขณะที่ล่าสุดวันที่ 6 มิถุนายน 2566 นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ STARK รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯว่า หลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทได้รับทราบจากหนังสือของผู้สอบบัญชี บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ว่าได้ตรวจพบพฤติการณ์อันควรสงสัยในประเด็นการดำเนินงาน และได้ปฏิบัติหน้าที่ของ “กรรมการผู้จัดการ” และหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท ตามมาตรา 89/25 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2565 โดยประธานกรรมการตรวจสอบของบริษัทได้มีหนังสือแจ้งสำนักงาน ก.ล.ต. ถึงการตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ (special audit)

และได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้สืบสวนและสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีและลงโทษตามกฎหมายจนถึงที่สุด

ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท ผู้ถือหุ้น ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท บริษัทขอเรียนว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการดำเนินการขั้นต้น บริษัทมีความเชื่อมั่นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ (บก.ปอศ.) ว่าจะสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีลงโทษได้ตามกฎหมาย ตลอดจนสามารถติดตามเอาทรัพย์สินจากผู้กระทำความผิดคืนกลับให้แก่บริษัทเพื่อเป็นการเยียวยาบรรเทาความเสียหายที่บริษัทได้รับ

พร้อมกันนี้บริษัทระบุว่า เนื่องจากขณะนี้กระบวนการทางกฎหมายอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ บก.ปอศ. บริษัทจึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด ตลอดจนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้กับสำนักงาน ก.ล.ต. ตามที่ขอได้

ผิดนัดชำระหนี้หั่นเครดิต

จากกรณีดังกล่าวนอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ “ผู้ถือหุ้น” ของ STARK แล้ว นอกจากนี้ก็เกิดปัญหาการ “ผิดนัดชำระหนี้” กับผู้ถือหุ้นกู้ STARK ซึ่งมีการขายออกไปทั้งสิ้น 5 รุ่น มูลค่ารวม 9,198.4 ล้านบาท และผลจากกรณีที่บริษัทไม่ส่งงบการเงินปี 2565 ทำให้เมื่อ 31 พ.ค. 2566 ผู้ถือหุ้นกู้ 2 รุ่น (STARK239A และ STARK249A) มีการประชุมลงมติ ให้ถือเป็นเหตุผิดนัดชำระหนี้ พร้อมเรียกร้องให้ชำระหนี้ เงินต้นและดอกเบี้ยถึงกำหนดชำระโดยพลัน รวมวงเงิน 2,241 ล้านบาท หมายความว่าบริษัทต้องหาเงินมาชำระหนี้หุ้นกู้ 2 รุ่นดังกล่าวภายใน 30 วัน

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 2 มิ.ย. 2566 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่บริษัทต้องจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ 2 รุ่นดังกล่าว บริษัท STARK ได้ตัดสินใจระงับการชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ดังกล่าว ทำให้เกิดเป็นการผิดนัดชำระหนี้ เป็นผลให้ทางบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ออกมาประกาศปรับลดอันดับเครดิตองค์กร STARK เป็น “D”

ทั้งนี้ เครดิตเรตติ้ง D หมายถึง องค์กรที่ภาระหนี้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาวะผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ STARK มี 2 ราย คือ ธนาคารกสิกรไทย และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน)

STARK กระทบเชื่อมั่น

แหล่งข่าวผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ STARK กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีของ STARK ถือว่าค่อนข้างกระทบต่อความเชื่อมั่นพอสมควร ไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นกู้ แต่กระทบเป็นวงกว้างทั้งต่อผู้ถือหุ้นกู้และผู้ถือหุ้น STARK เนื่องจากเป็นปัญหาของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากการทำธุรกิจปกติ

โดยขณะนี้หุ้นกู้ 2 รุ่นเกิด call default ไปแล้ว แต่ 3 รุ่นที่ถูก wave ไปนั้น ถามว่าจะเกิดเหตุผิดนัดไขว้ (cross default) เลยหรือไม่ ต้องบอกว่านักกฎหมายตีความว่า ยังไม่ cross default ทั้งหมด เนื่องจากมองว่ามีโอกาสผิดนัด แต่ต้องรอให้ STARK ไม่ชำระเงินก่อนตามข้อกำหนดที่ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้เรียกให้ชำระเงินภายใน 30 วัน ซึ่งตอนนี้ได้ว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายให้ช่วยพิจารณาด้วยว่า กรณีดังกล่าวจะเป็นการผิดนัดหุ้นกู้ 3 รุ่นที่ผ่อนผันไปหรือไม่

ไม่เห็นข้อมูลเสียหายจริง

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นาทีนี้พิจารณาว่า STARK คงจะไม่จ่ายหนี้คืนแล้ว เพราะนอกจากภาระะหุ้นกู้แล้ว บริษัทยังมีภาระหนี้สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ 2 รายใหญ่ วงเงินประมาณ 8-9 พันล้านบาท เท่าที่ทราบมาก็ไม่จ่ายหนี้แบงก์ที่ปล่อยสินเชื่อมาสักพักหนึ่งแล้ว เพราะกระแสเงินไม่พอ ที่ผ่านมาจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยหุ้นกู้ไปก่อนเพื่อไม่ให้ default แต่หลังจากหุ้นกู้ 2 รุ่น โหวต cross default ทำให้เป็นเหุตให้บริษัทสั่งระงับหรือประวิงจ่ายดอกเบี้ยไป

ตอนนี้รอข้อมูลที่ยังไม่เห็นคือความเสียหายจริงมีมูลค่าเท่าไร ซึ่งตามกระแสข่าวออกมา คือเงินหายไปจากบัญชีเกือบหมื่นล้าน ทั้งนี้คงต้องรอหลักฐาน ข้อเท็จจริงออกมาก่อน ตามที่ STARK ได้ไปแจ้งความ DSI ซึ่งโดยหลักการควรจะต้องมีหลักฐานที่เอาผิดได้ ต้องรอดูว่ามีอะไรจะมาชี้แจงบ้าง ซึ่งก็ต้องรอว่าทางบริษัทจะมีการประกาศงบการเงิน ภายในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ ตามที่เคยชี้แจงไว้หรือไม่

เพราะล่าสุดบริษัทที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อ 6 มิ.ย.ระบุว่า เนื่องจากอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ บก.ปอศ. บริษัทจึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามที่ ก.ล.ต.ได้ขอข้อมูล

“ตั้งแต่เกิดเรื่องได้ไปคุยกับเจ้าของ (วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ) ครั้งหนึ่ง สีหน้าดูไม่ค่อยดี รู้ว่าขาดทุน โดนโกงไปเยอะ แต่ไม่รู้ว่าตัวเลขเท่าไหร่ เคสนี้อาจจะไม่เหมือน EARTH เพราะมองว่าเจ้าของน่าจะต้องประคองบริษัทไว้ ซึ่งถ้าเขาประคองบริษัทไว้ ก็น่าจะต้องไปยื่นเข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้กฎหมายล้มละลาย แนวทางคล้ายการบินไทย ยกเว้นว่าจะถอดใจไปก่อน”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด STARK ไม่สามารถชำระหนี้ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะคล้ายกับกรณี บมจ.การบินไทย คือต้องเข้าสู่กระบวนการขอฟื้นฟูกิจการ เมื่อศาลรับคำร้องจะเข้าสู่ “สภาวะพักชำระหนี้” แล้วนำกองหนี้-สินทรัพย์ มารวมแล้วมาปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ดี คงต้องพิจารณาส่วนทุนของ STARK ที่จะเปิดเผยในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ก่อน ซึ่งหากออกมาแล้วไม่เพียงพอ คาดว่า STARK น่าจะต้องเจรจาปรับโครงสร้างหนี้

สะเทือนหุ้นกู้ไฮยีลด์ขายไม่ออก

นางสาวศิรินารถ อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากกรณีหุ้นกู้ STARK ผิดนัดชำระหนี้ ตอนนี้ปัญหาของตัวผู้ออกหุ้นกู้ ถือว่ายังจำกัดขอบเขตอยู่ในกลุ่มผู้ออกหุ้นกู้ที่เคยยืดหนี้ไปแล้ว เช่น บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ALL) และ บมจ. ช ทวี (CHO) เป็นต้น รวมถึงหุ้นกู้ของกลุ่มบริษัทที่ไม่ได้ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (nonrated)

แต่ในแง่ของนักลงทุน ถือว่าเริ่มเห็นสัญญาณความกังวลหรือขาดความเชื่อมั่น สะท้อนได้จากหุ้นกู้อันดับเครดิตต่ำ ๆ เช่น อันดับเครดิตของหุ้นกู้ BB เริ่มขายไม่หมด โดยมีหุ้นกู้บางรุ่นที่ออฟเฟอร์ด้วยวงเงิน 800 ล้านบาท แต่ขายได้แค่ 550 ล้านบาท รวมถึงหุ้นกู้ระดับลงทุน (investment grade) ในกลุ่ม BBB- บางรายก็ขายไม่หมดด้วย แต่ถ้ามีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักของนักลงทุนก็ยังขายหมด

“ตอนนี้อาจจะเริ่มเห็นสัญญาณพวกหุ้นกู้อันดับเครดิตต่ำ ๆ หรือไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจะเริ่มขายหุ้นกู้ไม่หมด ฉะนั้นบริษัทผู้ออกหุ้นกู้เหล่านี้ต้องเตรียมแผนกันเงินสำรองของคณะกรรมการไว้ หรือขอวงเงินสำรองจากธนาคารไว้ด้วย เพราะเวลาตลาดทุนเกิดสถานการณ์ลักษณะนี้จะยังมีเงินทุนระยะสั้นจากแบงก์ไว้ใช้ได้อยู่ และพอเหตุการณ์สงบค่อยสวิตช์นำเงินที่ได้จากระดมทุนขายหุ้นกู้ไปชำระคืนหนี้แบงก์” นางสาวศิรินารถกล่าว

อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบ STARK ในแง่ของแผนการระดมทุนหุ้นกู้นั้น ขณะนี้ยังไม่มีผู้ออกรายใดที่จะเลื่อนแผนการระดมทุนออกไป เพราะถือว่ายังไม่ได้ลุกลามจนถึงขนาดทำให้นักลงทุนลดการลงทุนในหุ้นกู้

หุ้นกู้มีปัญหารวมแสนล้าน

นางสาวศิรินารถกล่าวต่อว่า ข้อมูลจนถึงวันที่ 26 พ.ค. 2566 พบว่า มูลค่าคงค้างหุ้นกู้ไฮยีลด์ (ผลตอบแทนสูง-เสี่ยงสูง) รวม 329,213 ล้านบาท โดยเป็นหุ้นกู้ nonrated จำนวน 242,683 ล้านบาท ส่วนใหญ่กว่า 50% อยู่ในเซ็กเตอร์อสังหาริมทรัพย์

ขณะที่มูลค่าคงค้างหุ้นกู้ที่มีปัญหามีจำนวน 110,356 ล้านบาท เป็นของหุ้นกู้ บมจ.การบินไทย (THAI) ที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ (rehabilitation) จำนวน 71,608 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ (restructure) จำนวน 15 บริษัท มูลค่ารวม 14,589 ล้านบาท และหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ (default payment) อีกจำนวน 9 บริษัท มูลค่ากว่า 24,159 ล้านบาท

“จริง ๆ ตัดหุ้นกู้การบินไทยออกไปได้แล้ว เพราะผลประกอบการพลิกกลับมามีกำไรแล้ว จึงน่าจะจ่ายเงินคืนหุ้นกู้ได้ ถ้ารวมเฉพาะหุ้นกู้ที่มีการปรับโครงสร้างหนี้และผิดนัดชำระหนี้ มีอยู่ประมาณ 38,748 ล้านบาท”

STARK ระงับจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้

นางสาวศิรินารถกล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้า STARK เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 66 ที่ผ่านมา มีดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดจ่าย 60-70 ล้านบาท เข้าใจว่า STARK ได้โอนเงินให้กับผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้เพื่อเตรียมจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นกู้แล้ว ซึ่งน่าจะเป็นกระแสเงินสดของเจ้าของเอง แต่จากผลการประชุมผู้ถือหุ้นกู้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 66 มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ STARK จำนวน 2 รุ่น ไม่ยกเว้นเหตุผิดนัด ซึ่งดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดจ่ายเป็นดอกเบี้ยของหุ้นกู้ 2 รุ่นนั้นพอดี ทาง STARK จึงตัดสินใจระงับการจ่ายดอกเบี้ยไป ทั้งที่โอนเงินไว้ให้แล้ว

“เจ้าของอาจมองว่าไหน ๆ ก็ผิดนัดชำระหนี้แล้ว ถ้าจ่ายดอกเบี้ยไปก็ยังอยู่ในสถานะ default จึงระงับไม่จ่ายดอกเบี้ย ซึ่งกรณีนี้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ไม่สามารถจ่ายเงินออกไปได้ เพราะจะผิดคำสั่ง”

ผู้เสียหายหุ้นกู้ STARK 4,528 ราย

แหล่งข่าววงในตลาดทุนกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงาน ก.ล.ต. พบว่ามีนักลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุนหุ้นกู้ STARK จำนวนกว่า 4,528 ราย ทั้งหมดเป็นกลุ่มนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่

หากตั้งข้อสังเกตสถานการณ์ STARK ถือเป็นบริษัทที่ค่อนข้างมีสตอรี่มาแบ็กอัพผลการดำเนินงานมาได้โดยตลอด มีแนวโน้มกำไรช่วงที่ผ่านมา ๆ เติบโตขึ้นต่อเนื่อง สามารถระดมทุนเพื่อขยายกิจการออกไปได้ทั้งจากกลุ่มสถาบัน กองทุน และแบงก์ ขนาดกิจการก็ไม่ใช่เล็ก ๆ ทำให้ดูว่ามีศักยภาพดี และยิ่งใช้ BIG4 เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี ตรงส่วนนี้ยิ่งสร้างความเชื่อถือของนักลงทุนได้เยอะทีเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท STARK ได้ชี้แจงว่า ก่อนจะตั้งบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ เอบีเอเอส จำกัด เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรายใหม่ บริษัท STARK มีบริษัท ดีลอยท์ มู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี

แกะรอยระบบตรวจสอบบัญชี

แหล่งข่าวกล่าวว่า จากกรณีของ STARK ถือว่าสะเทือนวงการ และไม่เพียงที่จะเป็นบทเรียนของผู้ถือหุ้นกู้เท่านั้น แต่ถือว่าเป็นบทเรียนของส่วนงานต่าง ๆ ที่จะต้องไปพิจารณาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่ปัญหาจากการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นปัญหาการทุจริตภายใน รวมถึงการสร้างตัวเลขยอดขายและกำไร ทำให้มีการตั้งคำถามถึงปัญหาของบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชี

ทั้งนี้ เริ่มมีการตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการเสนอขายหุ้นกู้ รวมถึงบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะหุ้นกู้ STARK ก็มีเครดิตเรตติ้ง BBB+ อยู่ในระดับ investment grade แหล่งข่าวกล่าวว่า กรณีนี้อยากให้มองว่า หน้าที่ของบริษัทเครดิตคือจัดทำเรตติ้ง ต้องให้ความยุติธรรมเขาด้วย เพราะเขาไม่ได้เข้าไปตรวจสอบบัญชีเอง แต่ใช้ข้อมูลงบการเงินจากผู้ตรวจสอบบัญชี

ฉะนั้นควรจะต้องย้อนกลับไปดูทีละขั้นตอน ตั้งแต่เรื่องระบบตรวจสอบบัญชีมากกว่า ว่าข้อมูลงบการเงินที่บริษัทเรตติ้งนำมาใช้ จริง ๆ แล้วมีความผิดพลาดหรือช่องโหว่ในระบบการตรวจสอบหรือการวิเคราะห์ข้อมูลหรือไม่อย่างไร หรือถ้าไม่เจอความผิดพลาด ต้องมาดูตัวบริษัทว่ามีเจตนาหรือเปล่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหุ้นกู้ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ จำนวน 9 บริษัท ประกอบด้วย STARK จำนวน 9,198 ล้านบาท EARTH+IFEC จำนวน 8,750 ล้านบาท ACAP จำนวน 2,575 ล้านบาท ALL+APEX+PACE จำนวน 2,996 ล้านบาท CHO จำนวน 409 ล้านบาท และ RICH จำนวน 230 ล้านบาท

ตลท.ยอมรับฝ่ายกำกับต้องปรับตัว

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือในฐานะองค์กรอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับตลาดทุน มีความจำเป็นอย่างมากจะต้องมีการปรับตัว หรือทำอะไรบางอย่างที่จะสามารถป้องกัน ไม่ให้เกิดกรณีแบบบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK และบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE อย่างในช่วงที่ผ่านมา เพราะหากมองในอดีตการทำหน้าที่ในรูปแบบเดิมอาจจะเพียงพอ

แต่ในปัจจุบันทำเท่าเดิม อาจจะไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงที่ในอดีตไม่เคยเกิดขึ้นได้ ซึ่งในมุมของการดูแลนักลงทุนรายย่อย หรือผู้เล่นในตลาดทุน ในอนาคตจะต้องมีการปรับวิธีการทำงาน ปรับระบบและปรับวิธีการทำงานร่วมกับองค์กรอื่น ๆ อาจจะต้องมีการเสนอแนวทางในการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อป้องกันเรื่องในกรณีแบบนี้เพิ่มมากขึ้น

“ไม่ใช่โจทย์ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ว่าจะเป็นโจทย์ที่ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนจะต้องปรึกษากันถึงสาเหตุของปัญหาตั้งแต่ต้น เพื่อแก้ปัญหาให้เกิดช่องโหว่ที่ลดน้อยลง” นายภากรกล่าว

กรรมการและผู้จัดการ ตลท.กล่าวด้วยว่า ส่วนการดูแลผู้ถือหุ้นนั้น ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ และสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ และก็เห็นว่ามีอีกหลายปัญหาที่เกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่คงจะต้องช่วยกันพยายามแก้ไข เพราะตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นเพิ่งจะเริ่มต้น เพราะฉะนั้นการแก้ไขและการที่จะทำสิ่งต่อไปยังมีอีกมาก อย่างไรก็ตาม คงต้องรอข้อมูลต่าง ๆ ที่ทางบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และทางผู้สอบบัญชีจะนำเสนอ เพื่อที่จะได้นำข้อมูลมาดำเนินการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

STARK นักลงทุน หุ้นกู้