SET เดือน ก.พ. ผันผวน มี Downside เน้นกลยุทธ์ตั้งรับ

หุ้นผันผวน
คอลัมน์ : เติมความคิดพิชิตลงทุน
ผู้เขียน : เอกภาวิน สุนทราภิชาติ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

สวัสดีครับท่านนักลงทุน SET เดือน ม.ค.ปีนี้ ไม่เกิด January Effect โดยดัชนีปรับขึ้นได้อย่างโดดเด่นเพียงวันทำการแรกของปีเท่านั้น ก่อนจะปรับลงต่อเนื่องตลอดแทบทั้งเดือน

ปัจจัยกดดันหลักจากประเด็นในประเทศเป็นหลัก ทั้งกระแสความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่กลับเข้ามาในตลาด การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2566 ที่ออกมาต่ำกว่าคาด โครงการ Digital Wallet ที่เริ่มมีสัญญาณความเป็นไปได้ที่ยากมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกดดันจากต่างประเทศโดยเฉพาะความไม่แน่นอนของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed (ธนาคารกลางสหรัฐ) ที่มีแนวโน้มตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐต่าง ๆ ที่ออกมา อาทิ ตัวเลขการจ้างงาน ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ ตัวเลข GDP ของสหรัฐ และตัวเลขยอดค้าปลีก เป็นต้น ล้วนออกมาแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดกลุ่มหนึ่ง ยังเห็นว่า เฟดจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยระดับสูงต่อไป จนกว่าเงินเฟ้อจะถึงระดับเป้าหมายที่ 2% และการลดดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังแทน

ทั้งนี้ สภาวะแวดล้อมเชิงลบกดดันให้ดัชนีร่วงลงไปต่ำกว่า 1,400 จุดอีกครั้ง โดยในเดือน ม.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 12 ที่ 3.09 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 203 ล้านบาท

ขณะที่ภาพรวมกระแส Fund Flow เดือนนี้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวคือ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ราว 2.25, 1.82, 0.44, 0.12 และ 0.08 พันล้านเหรียญตามลำดับ สวนทางกับตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมาที่ราว 0.84 พันล้านเหรียญ

ด้านแนวโน้ม SET ในเดือน ก.พ. ยังมีความผันผวน โดยเฉพาะในทางลง และมองมีกรอบบนจำกัดบริเวณแนวต้าน 1,390-1,410 จุด เนื่องจากตลาดยังขาดปัจจัยหนุน ขณะที่มีโอกาสเผชิญปัจจัยลบ ได้แก่ ความไม่แน่นอนเรื่องช่วงเวลาในการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง

และแนวโน้มผลการดำเนินงานใน Q4/66 ของบริษัทจดทะเบียน ยังมีแนวโน้มที่ไม่สดใส ทำให้ดัชนีกลับมี Downside ในการปรับลงทำจุดต่ำใหม่ได้อยู่ โดยกรอบล่างมีแนวรับอยู่ที่บริเวณ 1,330 และ 1,300 จุด ตามลำดับ

ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงเน้น “ตั้งรับ สะสมหุ้นพื้นฐานรอการฟื้นตัวของตลาด” ใน 3 ธีมหลัก ดังนี้ 1) นักลงทุนระยะสั้น (3-4 เดือน) ที่ต้องการลงทุนในหุ้นปันผลคุณภาพดีในเทศกาลจ่ายเงินปันผลและขึ้น XD ในช่วง มี.ค.-พ.ค.นี้ โดยคาดให้ Div. Yield ปี’66 (หลังหักจ่ายระหว่างกาลแล้ว) เกิน 5% เลือก AP, BCP และ KTB

ขณะที่นักลงทุนระยะยาวที่ต้องการลงทุนในหุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดที่ดีต่อเนื่อง โดยคาดให้ Div. Yield ปี 2567 เกิน 5% เลือก AH, AP, BCP, KTB, PTT และ TTB

2) นักลงทุนที่กังวลตลาดผันผวนเชิงลบแนะนำลงทุนในหุ้นตั้งรับซึ่งคาดจะสามารถชนะตลาดได้ โดยมี Beta ต่ำกว่า 1, ราคาหุ้นปรับตัว YTD ดีกว่า SET เลือก ADVANC, AOT, BDMS และ TISCO

และ 3) นักลงทุนระยะยาวแนะนำลงทุนสะสมแบบ DCA เนื่องจากราคาหุ้นพื้นฐานดีหลายตัวอยู่ในระดับ Undervalue มาก โดยเลือก BBL, BDMS, BEM, CPALL, PTT และ SCC ซึ่งเป็นหุ้น SET100 ซึ่งเป็นผู้นำในแต่ละอุตสาหกรรม และมี ESG Ratings ระดับ AAA/AA, Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี และผลการดำเนินงานยังแข็งแกร่ง

ขณะที่ระยะสั้นแนะนำระมัดระวังหุ้นที่คาดผลประกอบการ Q4/66 อาจอ่อนแอกว่าตลาดคาด ได้แก่ BJC, HMPRO, GLOBAL, CRC, ZEN, CPF, BTG, ONEE, AWC และ SIRI ส่วนระยะกลางแนะนำระมัดระวังหุ้นที่คาดได้รับผลกระทบจากภาวะเอลนีโญที่จะกระทบต่อกำลังซื้อภาคเกษตร ได้แก่ กลุ่มสินเชื่อ (MTC SAWAD) กลุ่มยานยนต์ (SAT STANLY) กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG) รวมถึงกลุ่มเกษตรและอาหาร (CPF GFPT BTG)


…แล้วพบกันใหม่ในคอลัมน์ฉบับหน้า ด้วยรัก และหวังดี