บลจ.เอไอเอ ทยอยออกกองใหม่ให้ครบ 20 กอง ดัน AUM สู่ 1 ล้านล้าน

บลจ.เอไอเอ ตั้งเป้าดันมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหารขึ้นแตะ 1 ล้านล้านบาท หลังครบ รอบ 1 ปีทำได้ 853,000 ล้านบาท เล็งทยอยออกกองใหม่ให้ครบ 20 กองทุนภายใต้ AUM เชื่อมั่นตัวแทน IC จำนวน 11,000 คน นำเสนอสินค้ายูนิตลิงก์โตแกร่ง ด้านทิศทางตลาดหุ้นหนุน ชี้กลยุทธ์ลงทุนให้น้ำหนักตราสารทุนมากกว่าตราสารหนี้ เผยผลตอบแทนจากหุ้นไทยโต 16-17% ชนะหุ้นต่างประเทศที่โต 11% ล่าสุด “AIA” ออก 2 สินค้าใหม่ “ยูนิตลิงก์-สุขภาพเด็ก” ดึงลูกค้าเข้าพอร์ตเพิ่มจากฐาน 1.9 แสนกรมธรรม์

วันที่ 11 กันยายน 2564 นายสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AIAIMT ว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย.64 เป็นการครบรอบ 1 ปี ในการเปิดตัว บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) บริษัทประสบความสำเร็จในการให้บริการด้านการลงทุน และนำเสนอผลิตภัณฑ์ทั้งกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล โดยปัจจุบันบริษัทครองส่วนแบ่งในตลาดกองทุนส่วนบุคคลที่ 39.71% ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรม(ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ณ 31 ก.ค.64) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 31,485 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ดีมาก แม้ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19

ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) รวมประมาณ 853,000 ล้านบาท ซึ่งจัดเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนขนาดใหญ่ติดใน 5 อันดับแรกของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศไทย

“เราเชื่อว่าโอกาสที่ AUM ของบริษัทจะโตขึ้นไปเเตะ 1 ล้านล้านบาทนั้นก็เป็นไปได้ในอนาคต โดยมีภาวะตลาดหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตดีอย่างต่อเนื่องจะช่วยดันพอร์ตการลงทุนของบริษัทฯ” นายสุขวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ปัจจุบันจำนวนกองทุนรวมภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทมีทั้งหมด 11 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนรวมในประเทศ 5 กอง และกองทุนรวมต่างประเทศ 6 กองทุน ซึ่งได้ผนึกกำลังร่วมกับ 3 พันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารการลงทุน ได้แก่ Wellington Management, Baillie Gifford และ Black Rock

อย่างไรก็ดี บริษัทมีเป้าหมายจะคัดสรรเพิ่มกองทุนใหม่ทยอยเติมเข้ามาในพอร์ตเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในการบริหารความเสี่ยงและให้บรรลุวัตถุประสงค์การลงทุนระยะยาวของผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงก์) ของบริษัทโดยเฉพาะ ทั้งนี้ด้วยโยบายภายใต้การบริหารสินทรัพย์คาดว่าจะมีกองทุนภายใต้การดูแลไม่เกิน 20 กองทุน

โดยจะโฟกัสการลงทุนในกองทุนตราสารทุนเป็นหลัก เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ โดยผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 16-17% ขณะที่ผลตอบแทนจากหุ้นต่างประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 11%

นายสุขวัฒน์ กล่าวต่อว่า ด้านมุมมองการลงทุนและภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2564 มองเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการฟื้นตัวต่อเนื่องและปรับตัวเข้าสู่การเติบโตเต็มศักยภาพ ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ยังเผชิญกับผลกระทบจากการระบาดโควิด-19

ซึ่งความแตกต่างนี้จะนำไปสู่การดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน คือประเทศที่พัฒนาแล้วอาจมีการพิจารณาปรับลดมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ การปรับลดปริมาณการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐฯ(QE) และการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งนักลงทุนในตลาดคาดว่าจะเริ่มปรับขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2566 ในขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงพึ่งพานโยบายของภาครัฐในการช่วยพยุงเศรษฐกิจ ดังนั้นพลวัตนี้จะนำมาซึ่งความผันผวนในตลาด

ในระยะสั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำจากแรงกดดันด้านปริมาณการออกขายพันธบัตรใหม่ที่ลดลง ในขณะที่สภาพคล่องในตลาดเงินยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตามเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มปรับลด QE ประกอบกับการปรับเพิ่มเงินคงคลัง จะนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสะท้อนภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัว

ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง แต่บริษัทจดทะเบียนยังคงเดินหน้าประกาศผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยหุ้นที่อยู่ในดัชนี S&P500 เกินกว่า 80% ยังคงรายงานผลการดำเนินงานได้ดีกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการทำธุรกิจสนับสนุนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจและทำให้การลงทุนในหุ้นมีแต้มต่อ เมื่อพิจารณาถึงส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนในหุ้นเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ยังคงปรับตัวสูงขึ้น

“ดังนั้นเรายังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อการลงทุนในหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ โดยเฉพาะหุ้นในตลาดที่พัฒนาแล้ว นำโดยหุ้นสหรัฐและยุโรป เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินที่สูงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หุ้นมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า”

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงด้านการควบคุมการระบาดไวรัสโควิดกลายพันธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความไม่แน่นอนเรื่องจังหวะเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มถอนมาตรการสนับสนุนทางการเงิน โดยเราเชื่อว่าความคล่องตัวในการปรับสัดส่วนการลงทุนและการลงทุนในหุ้นวัฐจักร (ซึ่งโดยมากมีการเติบโตที่สม่ำเสมอและราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ไม่แพง) จะสร้างความสมดุลให้พอร์ตการลงทุนในช่วงภาวะที่มีความผันผวนสูงได้


นายสุขวัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น หลังจากที่เริ่มมีการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันลดลง รวมถึงผู้ได้รับวัคซีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ทำให้ความคาดหวังในการกลับมาเดินหน้าเปิดเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น อีกทั้งจากที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวสนับสนุนให้กลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ของไทย โดยเฉพาะภาคการผลิตเริ่มกลับมาดีขึ้น อาทิ พลังงาน, สินค้าพื้นฐาน และการเงินของไทย

อย่างไรก็ตาม ภาคการบริการที่รวมถึงการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศยังเป็นที่น่ากังวล แต่โดยรวมตลาดการลงทุนในประเทศไทยเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น

ในส่วนของตราสารหนี้นั้นมองว่าตราสารหนี้ในเอเชียยังน่าลงทุนเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากส่วนชดเชยความเสี่ยงการผิดนัดชำระที่สูงกว่า

โดยในปี 2565 มองว่านอกจากการลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่จะน่าสนใจแล้ว กระแสการลงทุนแบบยั่งยืน (ESG) จะเป็นอีกเทรนด์ที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นด้วย

นายพีร พนิตผล ผู้อำนวยการฝ่ายยูนิตลิงก์ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า ในวิกฤตโควิด-19 ทุกอุตสาหกรรมต่างได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ซึ่งอุตสาหกรรมประกันชีวิตก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน จากรายงานสมาคมประกันชีวิตไทยภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 เบี้ยประกันรับปีแรก (FYP) ติดลบ 5% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่สินค้ายูนิตลิงก์ยังคงเติบโตสวนตลาดสูงถึง 137%

สาเหตุเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตคววบคู่การลงทุน ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความคุ้มครอง ค่าเบี้ยประกันภัย และระยะเวลาการจ่ายเบี้ยประกันที่ลูกค้าสามารถออกแบบเองได้ โดยที่ผ่านมาบริษัทมีฐานลูกค้ารวมกว่า 1.9 แสนกรมธรรม์ ครองอันดับ 1 ในพอร์ตสินค้ายูนิตลิงก์มานานกว่า 6 ปี (ข้อมูลจากเอไอเอ ณ 31 ก.ค.64) โดยปัจจุบันมีตัวแทนที่มีใบอนุญาตขายหน่วยลงทุน(IC) มากกว่า 11,000 คน สูงสุดในอุตสสหกรรมประกันชีวิต

ล่าสุด เอไอเอ ประเทศไทย ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ประกันเด็กที่ตอบโจทย์และครบวงจรที่สุดรวม 2 แบบ ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ‘AIA Health Happy – UDR’ ซึ่งเป็นสัญญาเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต AIA Issara Plus (Unit Linked) โดยเป็นการผสานระหว่างความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพให้ครอบคลุม 360 องศา เพื่อส่งมอบความอุ่นใจแก่ผู้ปกครอง โดดเด่นด้วยความคุ้มครองแบบ ‘เหมา เบิ้ล คุ้ม’ ไม่จำกัดวงเงินต่อการเข้ารักษาตัว

2.ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน ‘AIA Infinite Gift Prestige’ (Unit Linked) ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการในการส่งมอบความมั่นคงและมั่งคั่งแทนความรักจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการวางรากฐานเตรียมความพร้อมในทุกด้านตั้งแต่วัยเยาว์  โดยการวางแผนทางการเงินระยะยาว ผ่านประกันควบการลงทุน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ของขวัญจากความรัก ที่ไม่มีข้อแม้’

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ