เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ดันยอดผู้โดยสาร MRT 4 สายเพิ่มขึ้น ‘สีชมพู’ มากสุด
Economic “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ดันยอดผู้โดยสาร MRT 4 สายเพิ่มขึ้น ‘สีชมพู’ มากสุด
ไทม์ไลน์ความขัดแย้ง ‘ทราย สมุทร’ ถึงจุดเปลี่ยน แม่ยื่นถอนฟ้องเปิดทางเจรจา
News ไทม์ไลน์ความขัดแย้ง ‘ทราย สมุทร’ ถึงจุดเปลี่ยน แม่ยื่นถอนฟ้องเปิดทางเจรจา
“แอร์เอเชีย” พร้อมบินเส้นทางระหว่างประเทศจาก “สนามบินหัวหิน”
Business “แอร์เอเชีย” พร้อมบินเส้นทางระหว่างประเทศจาก “สนามบินหัวหิน”
โตโยต้า ปลุกตลาดรถกลางปี ลุ้นส่วนลด ”หนึ่งแสน“ บาท  
Automotive โตโยต้า ปลุกตลาดรถกลางปี ลุ้นส่วนลด ”หนึ่งแสน“ บาท  
‘บอร์ด ป.ป.ส.’ เคาะ 6 มาตรการ สกัดยาเสพติดสนามบิน ใช้ยาแรงคุมเข้มลูกเรือรับหิ้ว
Politics ‘บอร์ด ป.ป.ส.’ เคาะ 6 มาตรการ สกัดยาเสพติดสนามบิน ใช้ยาแรงคุมเข้มลูกเรือรับหิ้ว
ธ.ก.ส. คิกออฟ ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ปล่อยกู้ 30,000 ล้าน ยันพร้อมขยายวงเงินหากไม่พอ
Finance ธ.ก.ส. คิกออฟ ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ปล่อยกู้ 30,000 ล้าน ยันพร้อมขยายวงเงินหากไม่พอ
รู้ทันก่อนโอนลงทุน : เกราะป้องกันภัยในยุคดิจิทัล
Finance รู้ทันก่อนโอนลงทุน : เกราะป้องกันภัยในยุคดิจิทัล
ราคาทองวันนี้ (3 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,450 บาท ทองรูปพรรณ 66,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (3 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,450 บาท ทองรูปพรรณ 66,350 บาท
KTC พบรายการบิ๊กลอต 20 ล้านหุ้น ราคา 35 บาท มูลค่า 700 ล้านบาท
Finance KTC พบรายการบิ๊กลอต 20 ล้านหุ้น ราคา 35 บาท มูลค่า 700 ล้านบาท
ทราเวลเทค เกาหลีทุ่มทุนสู่ Deep Tech
Business ทราเวลเทค เกาหลีทุ่มทุนสู่ Deep Tech
ดูทั้งหมด

อีไอซีแนะรัฐกู้เพิ่ม ชะลอแผลเป็นทางเศรษฐกิจ

15 ก.ย. 2564 | 14:57น.
เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจ

อีไอซีปรับประมาณการจีดีพีปี 64 เหลือ 0.7% จากเดิมคาด 0.9% หวั่นโควิด-19 ระบาดซ้ำ ฉุดการบริโภค-การส่งออกถูกกระทบ กดจีดีพีหดตัว -0.5% ลั่นไทยเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าเกิด output loss แนะรัฐกู้เงินเพิ่มในช่วงดอกเบี้ยต่ำ เร่งอัดฉีดผ่านมาตรการฟื้นฟู-ปรับโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อลดเสี่ยงเกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจได้ ด้านนโยบายการเงินเห็นดอกเบี้ยตึงยาว 

โควิดกลับมาระบาดเศรษฐกิจเสี่ยงหดตัว 0.5% 

วันที่ 15 กันยายน 2564 ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่องและยาวนาน โดยอีไอซีได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) กรณีพื้นฐาน (Based Line) จากเดิมอยู่ที่ 0.9% เหลือ 0.7% กรณีพื้นฐาน  และในปี’65 กลับมาขยายตัวอยู่ที่ 3.4% อย่างไรก็ดี ในกรณีเลวร้าย Worst cast หากโควิด-19 กลับมาระบาดรอบใหม่ และนำมาสู่มาตรการควบคุมการระบาด (ล็อกดาวน์) ในไตรมาส 4 จีดีพีจะหดตัว -0.5%

ทั้งนี้ ปัจจัยการปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปีนี้ จะมาจากตัวเลขการบริโภคเอกชนที่ลดลงค่อนข้างมากจากเดิมที่มองว่าขยายตัวได้ 0.1% เป็นหดตัว -0.8% โดยเฉพาะในสินค้าคงทนที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก ขณะที่การส่งออกแม้ยังคงการเติบโตอยู่ที่ 15% จากในช่วง 7 เดือนแรกที่มีการเติบโตไปแล้ว 19% แต่จะเห็นว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการขาดแคลนซัพพลายเชนและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมีผลต่ออุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้การส่งออกของไทยฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าจะมีผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจไม่มากนักในปีนี้ แต่เป็นเซ็กเตอร์ที่มีความสำคัญของไทย โดยอีไอซีได้ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวในปีนี้เหลือ 1.7 แสนคน จากเดิมอยู่ที่ 3 แสนคน และในปี 2565 คาดว่านักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.6 ล้านคน โดยจะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนในครึ่งหลังของปี 2565 ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายการเปิดประเทศของต่างชาติด้วย โดยจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ให้คนในประเทศไปเที่ยวได้แต่ต้องกลับมากักตัว 2.ไม่ห้าม แต่เตือนประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และ 3.มาเปิดให้คนในประเทศออกไปท่องเที่ยว เช่น จีน นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย เป็นต้น ส่งผลให้การท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวได้ช้า 

“ภาพรวมจีดีพีไตรมาส 3 หดตัวจากไตรมาส 2 แม้ว่าไตรมาส 4 การระบาดจะดีขึ้น แต่หากเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจีดีพียังคงหดตัว ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าจากเดิมน่าจะกลับมาได้ปี’66 จะเลื่อนออกไปกลางปี’66 จะทำให้เศรษฐกิจเรามีแผลเป็นมากขึ้น” 

หนุนคลังกู้เพิ่มลด output loss ลดเสี่ยงแผลเป็นเศรษฐกิจ

โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวช้า ซึ่งจากเดิมมองว่าจะสามารถฟื้นตัวได้ในปี 2566 เป็นภายในกลางปี 2566 ซึ่งการฟื้นตัวที่ช้ากว่าประเทศอื่น ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (output loss) ในระดับสูงและอาจกระทบต่อศักยภาพ โดยประเทศไทยมีช่องว่าง output loss ค่อนข้างห่างกว่าประเทศอื่น ซึ่งจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจ 78 ประเทศ ไทยอยู่ในอันดับ 74 ของทั้งหมดที่การฟื้นตัวในระยะ 2-3 ปีข้างหน้าค่อนข้างห่างกว่าคนอื่น เฉลี่ยอยู่ที่กว่า 10% ของจีดีพี

ดังนั้น จาก output loss ที่มีมากขึ้น อีไอซีมองว่านโยบายการคลังจะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยการเข้ามากระตุ้นเพิ่มเติมผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าเศรษฐกิจต่อเนื่องทั้งจากการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาครัฐ รวมถึงมาตรการพยุงเศรษฐกิจ เนื่องจากมาตรการที่ออกมาล่าสุดยังไม่เพียงพอทั้งในมิติเชิงพื้นที่ ระยะเวลา และจำนวนเงิน โดยหากดูเม็ดเงินที่ใช้จ่ายในช่วงที่เกิดการระบาดรอบแรกเม็ดเงินอยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาท และระลอก 2 ใช้เม็ดเงิน 2.5 แสนล้านบาท และล่าสุดคาดว่าจะใช้เม็ดเงินเพียง 2.16 แสนล้านบาท ซึ่งหากดูผลกระทบที่รุนแรงกว่ารอบก่อนหน้า จึงไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยอีไอซีมองว่า ภาครัฐจะออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปีนี้ โดยจะเป็นการใช้เม็ดเงินในส่วนที่เหลือจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และเพิ่มเติมอีก 2 แสนล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอ ดังนั้น ภาครัฐจึงควรพิจารณากู้เงินเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยโลกหลังโควิด-19 แม้ระดับหนี้สาธารณะจะปรับสูงขึ้นกว่าเพดานหนี้ที่ 60% ต่อจีดีพี แต่เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่ภาครัฐจะสามารถบริหารจัดการได้ในภาวะดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องในประเทศที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ภาครัฐจะต้องมีการสื่อสารถึงแผนการใช้จ่ายและลดระดับหนี้ผ่านการหารายได้ในระยะปานกลางให้มีความชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการคลัง

“เราจะเห็นว่า output gap กว้างมากและเป็นอันดับแรก ๆ ของโลก ซึ่งก่อให้เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ หากเราปล่อยให้แผลเป็นยิ่งลึกจะมีผลต่อพลวัตรการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องกระตุ้นผ่านมาตรการคลังไม่ว่าจะกู้เพิ่ม 5 แสนล้านบาท หรือ 1 ล้านล้านบาท ระดับหนี้สาธารณะก็สูงกว่า 60% อยู่แล้ว และรูมยังพอมีที่จะนำเม็ดเงินมาใช้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” 

ไทยเผชิญ 3 ความเสี่ยงด้านต่ำ

ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1.การระบาดโควิด-19 ทั้งในไทยและต่างประเทศที่อาจกลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะหากมีการกลายพันธุ์ของไวรัสที่ลดประสิทธิภาพวัคซีนลง 2.ปัญหาด้าน Supply chain disruption ที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งการปิดโรงงานในประเทศ และการหยุดการผลิตในประเทศคู่ค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตเดียวกัน ส่งผลต่อภาคการส่งออกให้ปรับลดลงได้ 

และ 3.ผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่อาจมีมากกว่าคาด จนกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจในวงกว้าง นอกจากภาคธุรกิจที่มีการฟื้นตัวเป็น K Shaped ซึ่งอาจเห็นหลายเซ็กเตอร์กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในปี 2568 เช่น รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ และบริการและโรงแรม เป็นต้น ขณะที่แผลเป็นทางด้านหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น โดยคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 90-92% ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้น แม้ว่าจะมีมาตรการของ ธปท.แต่หลังจบมาตรการงบดุลครัวเรือนก็ยังไม่ได้ปรับดีขึ้น 

นอกจากนี้ตลาดแรงงานยังคงเปราะบาง โดยเห็นคนเสมือนว่างงานมากขึ้น และการย้ายจากรายได้สูงไปสู่รายได้ต่ำ ทำให้ปัจจุบันรายได้ตลาดแรงงานปรับลดลง 1.7 ล้านล้านบาท จากเดิมที่เคยอยู่ 6.8 ล้านล้านบาท หรือหายไปมากว่า 2 ใน 4 และการย้ายอาชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ

ไทยตึงดอกเบี้ยยาว

ด้านนโยบายการเงินคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2564 และ 2565 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้น้ำหนักกับการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านมาตรการทางการเงินต่าง ๆ เพื่อกระจายสภาพคล่องไปยังภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ SMEs ให้มากขึ้น ควบคู่กับการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้น รวมทั้งพิจารณาเข้าดูแลอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินหากเกิดความผันผวนตามภาวะการเงินโลกที่อาจตึงตัวขึ้น