เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

3 อดีตขุนคลังแนะรัฐกู้เงินเพิ่มอีก 1.5 ล้านล้านบาท ฟื้นเศรษฐกิจ

23 มี.ค. 2565 | 19:57น.
เศรษฐกิจ

“อุตตม” ชี้ทางออกดูแลเศรษฐกิจ แนะรัฐกู้เงิน-ทบทวนงบประมาณปี’65-66 เพิ่มกระสุนดูแลเศรษฐกิจ รับมือโควิด-สงครามรัสเซียและยูเครน ด้าน “ทนง” แนะกู้เงินเพิ่มอีก 1.5 ล้านล้านบาท ฟื้นเศรษฐกิจ 2 ปีข้างหน้า ปลุกคนไทยออกจากอาการซึมเศร้า ด้าน “กรณ์” เผยรัฐควรเตรียมเงิน Reboot เศรษฐกิจ ดูแลกลุ่มเปราะบาง

วันที่ 23 มีนาคม 2565 นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วิกฤตที่เผชิญอยู่ขณะนี้เป็นวิกฤตเชิงซ้อน ซึ่งสถานการณ์โควิดทำให้เศรษฐกิจเปราะบาง เมื่อสงครามรัสเซียและยูเครนเข้ามา ส่งผลให้มีความซ้ำซ้อนไปอีก

โดยมองว่ารัฐบาลจะต้องเร่งเยียวยา และแสดงแนวทางที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทันทีว่าจะทำอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากภาวะปัจจุบัน และก้าวไปข้างหน้า

ทั้งนี้ มีความเห็นว่ารัฐบาลความจะต้องมีการกู้เงินเพื่อเพิ่มกระสุนเข้ามาช่วยแก้ปัญหา เนื่องจากมองว่าหากไม่มีสงคราม ก็ยังมีสถานการณ์น่าเป็นห่วงจากโควิด เพราะไม่รู้จะจบอย่างไร และยังไม่รู้ว่าคลื่นลูกใหม่จะมาอย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีอีกช่องทางหนึ่งในการดูแล คือการทบทวนงบประมาณในปี’65 และงบประมาณปี’66 ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา เพื่อเพิ่มกระสุนเข้าไปดูแลเศรษฐกิจ

“ในภาวะที่สถานการณ์ไม่ปกติ การแก้วิกฤตก็ต้องทำในรูปแบบที่ไม่ปกติ มองว่าช่องทางการเพิ่มกระสุนยังมีช่องจากการทบทวนงบประมาณได้ ซึ่งสามารถทบทวนกันใหม่ได้ เพื่อเตรียมกระสุนไปกระชากเศรษฐกิจที่ติดหล่มในปัจจุบันมา เช่น

โครงการที่จะต้องมาลำดับความสัมพันธ์ทั้งผูกพันและไม่ผูกพัน เป็นต้น ส่วนงบฯที่ใช้สำหรับจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ส่วนนั้นจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอยู่แล้ว และในปีงบฯ 66 ก็ต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ในภาวะไม่ปกติ ดูว่าวันนี้หน้าตักมีเท่าไหร่ พยายามใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”

ขณะที่แนวทางในการดูแลราคาพลังงานนั้น มองว่าการเยียวยาจำเป็นต้องทำ และทำให้ถูกกลุ่ม เหมาะสม และต้องเชื่อมโยงไประยะยาว ซึ่งประเทศไทยต้องทบทวนโครงสร้างการใช้พลังงานทั้งหมด โดยที่ผ่านมามีการพูดกันมากว่าเราอิงการคำนวณสูตรน้ำมันตามสิงคโปร์และบวกค่าขนส่ง FIL ก็เป็นปกติ แต่สูตรนี้ใช้มานานแล้ว มองว่าเมื่อสถานการณ์ไม่ปกติ จะต้องมีการเปลี่ยนสูตรน้ำมัน เพราะเราก็มีกำลังกลั่น ฉะนั้น จะต้องมีการทบทวนสูตร อย่างน้อย FIL ยังต้องมี แล้วคิดราคาที่หน้าโรงกลั่น นาน 3 เดือน เพื่อคำนึงถึงประโชยน์ประชาชน

แนะรัฐออก พ.ร.ก. กู้เงินอีก 1.5 ล้านล้านบาท เยียวยาเศรษฐกิจ 2 ปี

ด้านนายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ซึมเศร้า ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนเงียบเหงา โดยเฉพาะภาคคนจน เป็นผู้แบกรับภาระ โดยมองว่ามาตรการแจกเงินที่รัฐช่วย ก็ยังไม่มีนโยบายที่จัดเจน เพราะยังไม่สามารถกระตุ้นให้มีงานใหม่ขึ้นมา และอุตสาหกรรมในประเทศ ยังมีการบริโภคน้อย เพราะประชาชนยังไม่มีความสามารถถสร้างรายได้

จึงมองว่าควรออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่ม เพื่อเร่งสปีดการฟื้นตัวเศรษฐกิจ รองรับการท่องเที่ยวกำลังมา อุตสาหกรรมที่หดตัว เอสเอ็มอีที่เพิ่มความสามารถในการลงทุน เพื่อให้คนเร่งมีงานทำ เพิ่มความสามารถในการบริโภค

โดยมองว่ารัฐบาลยังมีอำนาจออก พ.ร.บ.กู้เงินได้อีก ซึ่งมองว่าสัดส่วนที่เหมาะสมคือ 1.5 ล้านล้านบาท เยียวยาประชาชนเพิ่มอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้น คนตกงานกลับมาเข้ามาระบบใหม่ แทนที่จะให้คนละ 5,000 บาท แต่อัดเงินเข้าไปเอสเอ็มอี อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเปิดประเทศให้คนกลับมามีงานทำจะดีกว่า เพราะหากความมั่นใจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ห่วงโซ่การฟื้นฟูจะกลับมาเร็ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีการฟื้นฟูกลับมาเลย การเติมเงิน 5,000 บาท เป็นเพียงยาแก้เครียด เพราะยังไม่อะไรเติบโตขึ้นมา

“ตอนนี้นอกจากโควิด เรายังถูกซ้ำเติมด้วยเงินเฟ้อ ในแง่อาหาร และราคาพลังงาน ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นของคนจน แม้ตัวเลขยังในภาพรวมยังไม่ได้สูง แต่สัดส่วนเงินเฟ้อของอาหารและพลังงาน ขึ้นไป 20% หากยังไม่ได้รับการดูแลเศรษฐกิจจะมีปัญหาตามมาอีก นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้สินครัวเรือนตามมา ซึ่งหากเพิ่มเพื่อบริโภคไม่เป็นไร แต่เพิ่มเพื่อการชำระหนี้ เป็นสิ่งที่น่าห่วง”

แนะรัฐเตรียมเงิน Reboot เศรษฐกิจ ดูแลกลุ่มเปราะบาง

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยกลุ่มเปราะบาง โดยมองว่าผู้ที่จะเข้ามาช่วยได้ ต้องมีมาตรการที่ชัดเจน และกล้าหาญ รัฐบาลต้องสนใจช่วยเหลือเรื่องภาระหนี้สิน เพราะรายได้หายไปจากช่วงโควิด แต่ภาระหนี้สินเพิ่ม เพราะค่าครองชีพสูง นอกจากนั้น จะต้องดูแลภาคผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย เพราะหากเศรษฐกิจฟื้น เอสเอ็มอีจะกลับมาค้าขายไม่ได้ อย่างโรงแรมที่ต้องปิดจะเปิดรับนักท่องเที่ยวใหม่ต้องใช้เงินลงทุน

“รัฐต้องเตรียมเงินเพื่อ Reboot ให้ผู้ประกอบการฟื้นได้ ในจังหวะเหมาสม โดยระดับมหภาคกำลังเงินยังอยู่ระดับที่ดีมาก และข้อมูลจากข้อเสนองบปี 66 ที่ตั้งชำระหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้น หรือภาระหนี้ต่องบประมาณ คิดสัดส่วนเพียง 9% ยังค่อนข้างต่ำอยู่ จากเกณฑ์ที่กำหนดไม่ให้เกิน 15%

จึงมองว่าปัจจุบันยังสามารถแบกรับหนี้สินรัฐบาลได้อีก ซึ่งยังมีความสามารถในการกู้เงินได้อีก และรัฐจะต้องกู้เงินเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ ลดภาระหนี้ให้กับประชาชนที่มีแนวโน้มสูง”

ทั้งนี้ มองว่ามาตรการที่ออกมาในปีแรก ด้วยการเยียวยาประชาชนผ่านพงร.ก.กู้เงิน ยิงเงินตรงให้ประชาชน เหมาะสมและถูกต้อง แต่ยังมีโครงการทางการเมืองมาฉวยโอกาสในตัวพ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 2 ฉบับ ฉะนั้น จากนี้ไปใช้เงินกู้ต้องฟื้นฟูโอกาสการฟื้นคืนชีพภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ช่วยประชาชนทำมาหากิน เพราะจะมีนโยบายเปิดประเทศแล้ว ไม่ได้กังวลเรื่องโควิดแล้ว จะต้องทำให้ภาคธุรกิจของไทยทำมาค้าขายได้ เกิดการลงทุน

ส่วนการแก้ปัญหาสภาวะหนี้สินนั้น มองว่าสิ่งที่ควรทำ คือ การตั้งกองทุน Reboot หรือการเริ่มใหม่ให้กับหลายธุรกิจ เช่น โรงแรมที่ปิดตัวไปช่วงโควิด ถ้าเปิดกิจการเมื่อไหร่ไม่มีเงินปรับปรุงสถานประกอบการ ก็จัดตั้งกองทุนขึ้นมา และใช้โครงสร้างลักษณะฝากขาย เช่น

เอาหุ้นมาฝากขายไว้กับกองทุน บริหารแล้วได้เงินไป โดยรัฐไม่เกี่ยวข้อง แล้ว 5 ปี กลับมาซื้อหุ้นคืนไปในราคาเดิม เขาจะได้ทุนไป ระหว่างช่วงฟื้นรัฐก็จะได้ประโยชน์ช่วงถือหุ้นด้วย ดีกว่าการจัดการในรูปของหนี้ เพราะหนี้ผู้ประกอบการบานอยู่แล้ว อย่าไปเพิ่มหนี้ให้เขา จะต้องเพิ่มการลงทุน และเพิ่มทุนให้ผู้ประกอบการ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงการคลัง เศรษฐกิจ