เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพสามิตสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ชี้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 ราย จากเหตุการณ์กระหน่ำยิง
News สรรพสามิตสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ชี้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 ราย จากเหตุการณ์กระหน่ำยิง
อีเวนต์อนิเมะสปีดธุรกิจอีเวนต์อนิเมะ มั่นใจน่านน้ำใหม่ดันรายได้สู่ 500 ล้าน
Business อีเวนต์อนิเมะสปีดธุรกิจอีเวนต์อนิเมะ มั่นใจน่านน้ำใหม่ดันรายได้สู่ 500 ล้าน
รพ.กรุงเทพมุ่งฮับหุ่นยนต์ผ่าตัด ผนึกพันธมิตรต่อยอดโนว์ฮาว
Business รพ.กรุงเทพมุ่งฮับหุ่นยนต์ผ่าตัด ผนึกพันธมิตรต่อยอดโนว์ฮาว
ก้าวสำคัญอวกาศไทย! “ยศชนัน” เผย อุปกรณ์ฝีมือคนไทยพร้อมโคจรรอบดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้
Politics ก้าวสำคัญอวกาศไทย! “ยศชนัน” เผย อุปกรณ์ฝีมือคนไทยพร้อมโคจรรอบดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้
ICOMOS ประเดิมลงพื้นที่เชียงใหม่วันแรก เจาะลึกผังเมือง–คูเมือง–ระบบน้ำ
เศรษฐกิจภูมิภาค ICOMOS ประเดิมลงพื้นที่เชียงใหม่วันแรก เจาะลึกผังเมือง–คูเมือง–ระบบน้ำ
คมนาคม ดึงเอกชนพัฒนา “สถานีธนบุรี” ปั้นเมดิคอลฮับรับรถไฟฟ้า
Real Estate คมนาคม ดึงเอกชนพัฒนา “สถานีธนบุรี” ปั้นเมดิคอลฮับรับรถไฟฟ้า
TRUE โชว์งบฯ Q2/2569 กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น
Tech TRUE โชว์งบฯ Q2/2569 กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น
CLICX แจงปม “บิดหนี้” ย้ำไม่ลดมาตรฐานอนุมัติสินเชื่อ-คุมความเสี่ยงเข้ม
Finance CLICX แจงปม “บิดหนี้” ย้ำไม่ลดมาตรฐานอนุมัติสินเชื่อ-คุมความเสี่ยงเข้ม
ไอแบงก์ มีมติเลือก “ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งกรรมการธนาคาร
Finance ไอแบงก์ มีมติเลือก “ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งกรรมการธนาคาร
คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
Columns คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
ดูทั้งหมด

“เอสเอ็มอี” ไทยต้องปรับตัวอย่างไร ในวันที่สินค้าจีนทะลักผ่าน “อีคอมเมิร์ซ”

14 ก.พ. 2567 | 11:14น.
กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ

จากมูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างไทยกับจีนในปี 2566 ที่ชี้ว่าไทยขาดดุลการค้าจีนสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท กลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะการรับมือกับสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเข้ามาขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของผู้ขายชาวจีนในช่วงที่ผ่านมา

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ” นายกสมาคมผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Thailand e-Business Center (TeC) ในเรื่องนี้ รวมถึงแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย และการทำงานของสมาคมในการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยขายสินค้าในต่างประเทศได้

เปิดสาเหตุสินค้าทะลักเข้าไทย

“กุลธิรัตน์” เปิดเผยว่า ปัจจัยที่ทำให้การนำเข้าสินค้าจีนสะดวกขึ้น มาจากความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งมีผลประโยชน์กับ 11 ประเทศที่เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นจีน ไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และบรูไน จากการยกเลิกภาษีนำเข้าในสินค้ากว่า 8,000 รายการ คิดเป็น 90% ของรายการสินค้าทั้งหมด

“ถ้ามีการขอ Form E หรือหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดของสินค้า ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ในสินค้าบางประเภทด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่ามีดีกว่าไม่มี เพราะทำให้ตลาดของผู้ประกอบการไทยกว้างขึ้น มีโอกาสเกิดการเจรจาทางการค้ามากขึ้น

แต่สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าการนำเข้าสินค้าจีนพิเศษกว่าปกติ มาจากการที่สินค้าเข้ามาอยู่ใน Bonded Warehouse หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยไม่เสียภาษีขาเข้า แต่การนำสินค้าออกจากโกดังก็ต้องมีการเสียภาษีที่เกี่ยวข้องกับในแต่ละประเทศอยู่แล้ว ไม่ได้ยกเลิก 100% อย่างในไทยก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%”

โควิดสปริงบอร์ดอีคอมเมิร์ซ

ปัจจัยที่ทำให้คนรู้สึกว่าสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าไทยมากกว่าปกติในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เริ่มมาจากช่วงที่โควิด-19 ระบาด เกิดการค้าขายที่ง่ายที่สุด คือการนำสินค้าราคาถูกมาขายบนช่องทางออนไลน์ ทำให้มีผู้ขายหน้าใหม่นำสินค้าจากซัพพลายเออร์จีนมาทดลองขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจำนวนมาก แน่นอนว่าผู้บริโภคชอบซื้อของถูก จึงไม่แปลกที่ความต้องการสินค้าจีนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่สำคัญยังเป็นการเปิดช่องให้คนจีนเข้ามาขายสินค้าในประเทศไทยง่ายขึ้นด้วย โดยส่วนตัวมองว่าสิ่งที่ทะลักเข้าไทย คือคนขายจากจีนมากกว่า

ขณะเดียวกัน การไลฟ์ขายสินค้า (Live Commerce) ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการบริโภคสินค้าจีนมากขึ้น เพราะคงไม่มีใครเอาสินค้าราคาแพงมาไลฟ์ขายดังนั้นของส่วนใหญ่จึงเป็นเสื้อผ้าหรือสินค้าราคาถูกตั้งแต่ 19 บาท ไปจนถึงหลักร้อยต้น ๆ ซึ่งโรงงานไทยที่ใช้ฝีมือ และมีขั้นต่ำในการผลิตไม่สามารถสู้ที่ต้นทุนในราคานี้ได้ แต่โรงงานจีนผลิตสินค้าส่งคนทั่วโลกจึงสามารถทำได้

“ไทยกับจีนมีการนำเข้าและส่งออกสินค้ากันเป็นปกติ การนําเข้าสมัยก่อนมีทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย และลักลอบนำเข้าผ่านรถบรรทุกขนาดใหญ่ ไม่ผ่านการตรวจสอบจากกรมศุลกากร แต่ปัจจุบันการนำเข้าส่วนใหญ่ถูกกฎหมายหมดแล้ว โดยตัวแทนจำหน่ายจะนำสินค้าไปจำหน่ายผ่านห้างร้านต่าง ๆ ต่อ แต่พออีคอมเมิร์ซเข้ามา สินค้าจีนขึ้นไปขายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากขึ้นแทน”

แนะทางรอดผู้ประกอบการไทย

“กุลธิรัตน์” กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าจีนได้ 2 ทาง คือ 1.เพิ่มคุณค่าให้กับสินค้า สร้างจุดขายให้มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาด (Unique Selling Point) และ 2.ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าต่างชาติ และหาโอกาสในการจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจของไทยไม่น่าจะทำให้ตลาดโตไปมากกว่านี้ได้แล้ว

“สมมุติว่าขายถั่วลิสงอบเกลือมาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ ก็ต้องพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น ปรับตัวตามความต้องการของตลาด เช่น เพิ่มรสใหม่เป็นรสหมาล่า เป็นต้น ตอนนี้มีเอสเอ็มอีไทยที่นำเข้า และส่งออกเก่ง ๆ ประมาณ 20-30% จากทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเริ่มต้นการขยายตลาดได้จากการปรับรูปแบบการทำการตลาด ให้สื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงหาช่องทางหรือวิธีการขายใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้า เนื่องจากแต่ละช่องทางจะมีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกันออกไป”

บทบาทและภารกิจ THECA

และในปีนี้ สมาคมผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ไทยได้ร่วมมือกับ TeC, SME D Bank และ Amazon Global Selling จัดทำโครงการ “Amazon Pavilion” หรือการนำสินค้าของผู้ประกอบการไทยจำนวน 300 ราย มาขายบนแพลตฟอร์มของ “แอมะซอน” (Amazon) ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซระดับโลก เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย

“เรากำลังอยู่ในช่วงของการคัดเลือกเอสเอ็มอีมาเข้าร่วมโครงการ ซึ่งต้องเป็นบริษัทที่ต้องมีความพร้อมแล้วในระดับหนึ่ง เช่น มีสินค้าที่วางจำหน่ายในต่างประเทศได้ คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ก.พ.-มี.ค. 2567”

นอกจากนี้ สมาคมยังมีความร่วมมือกับ InvestHK หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการลงทุนในธุรกิจต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดมายังฮ่องกง โดยในเดือน มี.ค. สมาคม, TeC และ InvestHK จะจัดอีเวนต์ผลักดันให้สินค้าไทยออกสู่ตลาดฮ่องกงง่ายขึ้น โดย InvestHK จะช่วยผู้ประกอบการไทยในหลาย ๆ ด้าน เช่น การจดทะเบียนบริษัทที่ฮ่องกง และการสนับสนุนทุนบางส่วน เป็นต้น

ความร่วมมือไทย-จีน

“กุลธิรัตน์” กล่าวด้วยว่า ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนจากทางการเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน เกี่ยวกับประเด็นที่สินค้าจีนเข้ามาในประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งทางจีนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงพยายามที่จะผลักดันให้สินค้าไทยไปขายที่จีนมากขึ้น โดยขณะนี้อยู่ในช่วงหารือเรื่องการนำสินค้าไทยไปขายบน 3 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนภายในกลางปีนี้ อีกทั้งสถานทูตจีนยังทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์ของไทยมาก โดยมีการเทรนนิ่งทีมงานไทยให้เข้าใจการทำอีคอมเมิร์ซ และการส่งออกมากขึ้น เพื่อพัฒนาการดำเนินงานในประเทศ รวมถึงมีการพัฒนาหลักสูตรไลฟ์เทรนนิ่งเกี่ยวกับเทรนด์อีคอมเมิร์ซ และการขายสินค้าในจีนด้วย

“เรามีการกระจายบทเรียนไปให้สมาชิกของเราได้เรียน เพื่อนำมาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจของตนเอง และพยายามสร้างแรงกระเพื่อมให้กับผู้ประกอบการไทยในส่วนที่ทำได้ เชื่อว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีการผลักดันในประเด็นนี้ไม่ต่างกัน”

ทำไม ‘จีน’ เป็นเจ้าแห่งอีคอมเมิร์ซ

นอกจากจีนจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลกแล้ว ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ทำการค้าข้ามพรมแดนเก่งเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งรวมไปถึงการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซด้วย

“กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ” นายกสมาคมผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) มองว่า ปัจจัยที่หนุนให้จีนมีความเชี่ยวชาญด้านนี้มาจาก 1.สภาพสังคมที่มีการแข่งขันตลอดเวลา ด้วยความที่จีนเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน ทุกคนจึงมีไมนด์เซตของการแข่งขันเพื่อเอาตัวรอด

และ 2.ภาครัฐให้การสนับสนุนเรื่องอีคอมเมิร์ซเป็นอย่างมาก มีการออกนโยบาย China e-Commerce Policy และพัฒนาอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (Cross Border e-Commerce) ให้มีมาตรฐานสากล ทั้งช่องทางการขายและระบบโลจิสติกส์ มีการบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 ด้วย หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน จะทำให้มูลค่าอีคอมเมิร์ซของจีนในปี 2568 อยู่ที่ 46 ล้านล้านหยวน และยอดค้าปลีกออนไลน์อยู่ที่ 17 ล้านล้านหยวน

นอกจากนี้ จีนยังมีการร่างกฎหมายพื้นฐานออกมาสนับสนุนนโยบาย China e-Commerce Policy เช่น มาตรา 65 สภาแห่งรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นในระดับหรือสูงกว่าระดับอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรใช้มาตรการเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คลังสินค้า และการขนส่ง รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาอีคอมเมิร์ซแบบมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

นั่นหมายความว่า แต่ละเมืองหรือมณฑลในจีนจะมีแนวทางการขับเคลื่อนอีคอมเมิร์ซที่แตกต่างกันตาม KPI ของตนเอง เช่น “ชิงเต่า” บุกเบิกเมืองแห่งการทำ Live Commerce สร้างยอดค้าปลีกออนไลน์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 อยู่ที่ 73,470 ล้านหยวน ขณะที่เมือง “เซี่ยเหมิน” ออกแผนปฏิบัติการพัฒนาอีคอมเมิร์ซถ่ายทอดสด (ปี 2563-2565) และเป็นเมืองสาธิตอีคอมเมิร์ซระดับประเทศ

ส่วน “หางโจว” มีโครงการสร้างไลฟ์สตรีมเมอร์สำหรับการขายสินค้า 10,000 คน และ “ฉงชิ่ง” ตั้งเป้าสร้างฐานการสตรีมคอนเทนต์มากกว่า 20 แห่งในปี 2565 เป็นต้น

“การที่จีนผลักดันเรื่องอีคอมเมิร์ซตั้งแต่ในระดับท้องถิ่น ช่วยให้อีโคซิสเต็มของอีคอมเมิร์ซในประเทศแข็งแรงมากขึ้น เพราะแต่ละเมืองจะแข่งกันพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ออกมา และน่าจะเป็นเรื่องที่ดีหากไทยสามารถนำโมเดลการบริหารงานในลักษณะนี้มาปรับใช้ในประเทศได้”