การจัดการองค์กร ด้วยเทคโนโลยี

คอลัมน์ Pawoot.com

โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

ผมได้ทำหลักสูตร DEFg จึงมีโอกาสได้เชิญคนเก่ง ๆ มาพูดถึงเรื่องการทรานส์ฟอร์มองค์กรว่าองค์กรควรอยู่ด้วยตนเองได้ CEO ไม่ควรต้องมาฉุดลากคนในองค์กรไปในทางไหน ๆ ทุกคนควรรู้ตนเอง ตัดสินใจด้วยตนเองได้ และเมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้พาทีมงานไปดูงานที่บริษัท Wisesight ซึ่งเป็นบริษัทที่ผมได้ลงทุนไว้นานแล้ว ทำเกี่ยวกับเรื่อง big data การวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย

Wisesight ใช้วิธีการบริหารงานในแบบนี้เป๊ะ คือ agile และ scrum ที่นี่มีพนักงาน 160 กว่าคน CEO และผู้บริหารทุกคนไม่ได้เป็นคนชี้นำ แต่จะสนับสนุนให้แต่ละทีมเดินไปข้างหน้า

โดยแบ่งเป็นทีมเล็ก เป็น business unit หรือคล้าย ๆ กัน แต่ใน BU แบบ agile จะมีทุกอย่างครบทั้งเซลส์ มาร์เก็ตติ้ง ฯลฯ ที่เขาจะคิดเอง ขับเคลื่อนด้วยตนเอง แก้ปัญหากันเอง ต่างจากแบบเดิมที่ผู้บริหาร หรือ CEO ต้องลงไปแก้ปัญหา

เป็นการสร้างบรรยากาศที่ทุกคนจะช่วยเหลือและเติบโตไปด้วยกัน เกิดการมีส่วนร่วมและรู้สึกเป็นเจ้าของ เป็นวิธีการที่เจ๋งมากครับ

ผู้บริหารก็ต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็น ด้วยการกระตุ้นให้ทีมงานแก้ปัญหาด้วยตนเอง ไม่ใช่สั่ง

สังเกตได้ว่าองค์กรทางด้านเทคโนโลยีในยุคหลัง ผู้นำองค์กรบางทีไม่โดดเด่นมากนัก อย่างกูเกิลบางคนยังไม่รู้จักหน้าตาของ CEO เลย แต่กูเกิลกลับสร้างนวัตกรรมได้มากมายมหาศาล

องค์กรที่มีวิธีคิดแบบใหม่มักเอาวิธีคิดแบบ agile เข้ามาใช้ และเอาวิธีการทำงานแบบ scrum มาใช้ นั่นคือ การทำงานเป็นรอบเวลา ทำงานแบบเร็ว ทุกคนช่วยกันโดยเป็นแบบ transparency คือทุกคนเห็นเหมือนกันหมดว่าทีมกำลังขับเคลื่อนไปทางไหนหรือทำอะไรกันอยู่

การทำงานของ agile จะไม่มีแผนก แต่ละคนอยู่ด้วยกัน ทำหน้าที่ของตัวเอง เป็นการทำงานที่มี spint หรือเป็นรอบเวลา จากเดิมที่งานหนึ่งต้องใช้เวลา 3 เดือน แต่ agile จะมองเป็น spint เช่น spint หนึ่งจะเป็นทุก ๆ 2 อาทิตย์ เราจะเห็นงานออกมาลำดับหนึ่งและงานจะยังไม่สำเร็จ เป็นการเห็นโครงงานคร่าว ๆ ที่คนคิดงาน คนออกแบบงานจะเห็นพร้อมกัน จะรู้ว่าอันไหนที่ไม่ใช่ อันไหนต้องปรับปรุง ฯลฯ และช่วยกันแก้ไข

ฉะนั้น งานจะพัฒนาในทุก 2 อาทิตย์ไปเรื่อย ๆ แตกต่างจากแบบเดิมที่จะเห็นงานเสร็จตอน 3 เดือน ซึ่งการปรับแก้อาจใช้เวลามากกว่าเดิม

เมื่อพูดถึงคำว่า agile คือความคล่องตัว ความคล่องแคล่วว่องไวในการทำธุรกิจ ซึ่งบริษัทยุคใหม่ ๆ จะเน้นเรื่องพวกนี้มาก จากเดิมที่เราเคยทำงานเป็นแบบ waterfall คือต้องมีการวางแผนก่อนทำ gantt chart ทำงานตามลำดับเหมือนน้ำไหลลงไปเรื่อย ๆ ในแนวดิ่ง การทำงานที่ต้องส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ จะมีปัญหาเพราะบางครั้งสุดท้ายผลงานที่ออกมากลับไม่ใช่อย่างที่ต้องการ เสียเวลาไปมากมายแต่ต้องเอากลับมาปรับใหม่ทั้งหมด

วิธีการทำงานที่เปลี่ยนไปจากแบบเดิมนี้ทำให้เห็นข้อดี คือ 1.สปีดในการทำงานจะเร็วขึ้น 2.งานที่ได้มานั้นจะตอบโจทย์คนที่อยากได้งานนั้นมากกว่า

เดี๋ยวนี้บริษัทรูปแบบใหม่ ๆ ต่างหันมาใช้วิธีนี้ในการทำงาน และไม่จำเป็นว่าต้องเป็นบริษัทที่ทำแต่ด้านเทคโนโลยีเท่านั้น การทำงานแบบนี้มุ่งหวังไปที่ความเร็วและการ collaboration หรือการทำงานร่วมกันได้ ซึ่งองค์กรขนาดใหญ่มักจะมีเรื่องนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าในองค์กรที่มีหลายร้อยคนจะทำได้หรือไม่ ที่ผมไปดูงานมานั้นมีพนักงาน 200 คนยังทำได้เลย และมี turnover พนักงาน หรือมีการลาออกของพนักงานที่ต่ำมาก เพราะพวกเขารู้สึกว่านี่คือทีมของเขาหรือเขาอยู่ได้ด้วยตัวเอง และพวกเขาช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ดีมาก

การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องทำทั้งองค์กรพร้อมกัน คำแนะนำของผมคืออาจเริ่มต้นในบางสินค้าหรือบริการที่สามารถแยกออกมาเป็นยูนิตของตัวเองได้ มีกฎของตัวเอง ควบคุมตัวเองได้ ตรงนี้แหละครับที่เรียกว่าการทำ self management หรือการที่ทีมบริหารตัวเองได้

หากสนใจอาจเริ่มจากเล็ก ๆ ก่อน ผมว่ายังไม่ควรเริ่มใหญ่ทั้งองค์กร และที่สำคัญต้องมีคนที่มีประสบการณ์ที่เป็นโค้ชทางด้าน agile มาช่วย อย่างที่ Wisesight ที่ผมไปดูงานเขามีคนเก่งและมี mindset เรื่องพวกนี้อยู่ เราต้องมีคนที่เข้าใจเรื่องพวกนี้มาช่วยควบคุมให้มันเดินไปตามทิศทาง ต้องเป็นคนมีวินัยและความมั่นใจสูงในเรื่องพวกนี้ด้วยครับ

Previous articleค้าภายใน ขยายเวลาให้โรงพยาบาลแจ้งราคายาเป็น 31 กค. นี้ย้ำราคาที่แจ้งจะถือเป็นข้อผูกมัดทันที
Next articleเดินหน้าไม่ล่าถอย! “ฮ่องกง” เตรียมชุมนุมไล่ “หล่ำ” รอบใหม่วันอาทิตย์นี้