P&G ปรับโครงสร้างองค์กร ยุบ “พี.อาร์.อินเฮาส์” ขึ้นตรงHQสิงคโปร์

P&G ยกเครื่อง พี.อาร์.อินเฮาส์ยุบแผนกในไทย ขึ้นตรง HQ สิงคโปร์ พร้อมปรับโฟกัสเพิ่มเม็ดเงินสื่อสารออนไลน์ก่อนเดินหน้าส่งแพนทีนรุกผู้นำตลาดแชมพู กว้าน 3 แอมบาสซาเดอร์ลุยขยายฐานลูกค้า ชู “นวัตกรรม” กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนรายได้ เผยทุกปีต้องมี 1-2 โปรดักต์ใหม่

สร้างความว้าว ! ก่อนย้ำวิสัยทัศน์ปี 2020 เติบโตได้ตามเป้า เทรนด์การเติบโตสินค้ากลุ่มคอนซูเมอร์ที่ค่อนข้างทรงตัว จากปัญหาด้านเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ไปจนถึงการแข่งขันที่รุนแรงจากบรรดาผู้ผลิต หรือช่องทางต่าง ๆ ภาพของการลด แลก แจก แถม ที่มีให้เห็นอยู่ตลอด แต่แนวทางของพีแอนด์จีภายใต้หัวเรือใหญ่คนปัจจุบันยืนยันว่าจะไม่เน้นการรับมือกับการแข่งขันเช่นนั้น

แต่จะไปโฟกัสที่เรื่องของการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง โปรดักต์ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดเป็นตัวนำ

ยุบ พี.อาร์.ไทยขึ้นตรงสิงคโปร์


แหล่งข่าวระดับสูง ระบุกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันแผนกสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของพีแอนด์จีประเทศไทย ได้ปรับให้ทีมบริหารจากเฮดควอร์เตอร์ที่สิงคโปร์เป็นผู้ดูแลแทน ส่วนการดำเนินงานในแง่ของการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ของไทยนั้นจะใช้เอเยนซี่ช่วยดูแลให้ โดยปัจจุบันได้จับมือกับ MSL Group ซึ่งเป็นเอเยนซี่ระดับโลก ซึ่งได้ทำการควบรวมเอเยนซี่ในไทยอย่างอาร์ค เวิลด์ไวด์ ที่เคยทำงานใกล้ชิดกับพีแอนด์จีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้พีแอนด์จีได้ประกาศปรับโครงการของการใช้เอเยนซี่ครั้งใหญ่ เพื่อลดต้นทุนการบริหาร จากการใช้บริการที่ซ้ำซ้อนหรือเยอะเกินไป โดยพีแอนด์จีได้หั่นสัดส่วนการใช้เอเยนซี่ไปแล้ว 60% ซึ่งทำให้บริษัทเซฟค่าใช้จ่ายได้ถึง 750 ล้านเหรียญสหรัฐ และวางเป้าหมายที่จะลดอีก 50% หรือลดค่าใช้จ่ายไปอีก 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปใช้ในโมเดลการโฆษณาและเอเยนซี่รูปแบบใหม่ ๆ แทน โดยตัวอย่างที่เกิดขึ้น

หลังจากนโยบายนี้ เช่น การโฆษณาของแบรนด์ผงซักฟอก Tide ในช่วงซูเปอร์โบว์ลที่ผ่านมาที่ได้ขโมยซีนของสินค้าแทบทุกตัวอย่างแยบยลด้วยการสื่อสารว่า เสื้อผ้าที่ดูสะอาดสะอ้านในโฆษณาที่ผ่าน ๆ มานั้นเป็นเพราะใช้ผงซักฟอกไทด์

เพิ่มเม็ดเงินออนไลน์

นายราฟฟี่ ฟาร์ฮาโด กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย, รีจอยส์, แพนทีน, เฮด แอนด์ โชว์เดอร์, โอเลย์ กล่าวว่า พีแอนด์จีมีการปรับการสื่อสารและการตลาดให้สอดคล้องกับผู้บริโภคและภาพรวมตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการใช้สื่อที่หันมาให้น้ำหนักและเม็ดเงินกับช่องทางออนไลน์หรือดิจิทัลมากขึ้น จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้เวลากับช่องทางดังกล่าวเพิ่มขึ้น
โดยงบฯที่ใช้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีการใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างแบรนด์อะแวร์เนสกับกลุ่มผู้บริโภคอยู่เป็นระยะ โดยแบรนด์หนึ่งอาจจะมีแบรนด์แอมบาสซาเดอร์หรือพรีเซ็นเตอร์มากกว่า 1 คน เช่น แพนทีน ที่ล่าสุดมีปอย ตรีชฎา เพชรรัตน์ เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนที่ 3 เพื่อสื่อสารแคมเปญความสวยไม่ได้ดูที่เพศ ตอกย้ำเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือกลุ่มสาวข้ามเพศ (transgender) หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ อาทิ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ รวมถึงใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์

ดันแพนทีนเบอร์ 1 แชมพู

นายราฟฟี่ยังระบุต่อไปอีกว่า ในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีนี้จะผลักดันให้แบรนด์แพนทีนขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดแชมพู จากปัจจุบันที่ติดอันดับอยู่ใน top 3 โดยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโปรดักต์ใหม่ มีนวัตกรรมที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ และจะต้องสร้างการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ ๆ มากขึ้น ตลอดจนการสื่อสารที่มีอิมแพ็กต์กับผู้บริโภค เช่น คลิป “ความในใจของปอย ตรีชฎา” จากแคมเปญความสวยไม่ได้ดูที่เพศ ที่ปัจจุบันมียอดวิวแล้ว 6.2 ล้านวิว ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ และเตรียมที่จะร่วมมือกับทางเฟซบุ๊ก เพื่อทำแคมเปญเฟซบุ๊กไลฟ์ต่อในช่วงกันยายน หรือการปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่เมื่อเดือนที่ผ่านมาให้ดูทันสมัย พรีเมี่ยม น่าใช้ ขณะเดียวกัน ก็ได้นำไลน์อัพใหม่ ๆ เข้ามาเสริมทัพ เช่น แพนทีน ที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ตอบรับกระแสที่คนไทยจำนวนมากได้เดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นและชื่นชอบสูตรที่วางขายที่ดังกล่าว ตลอดจนการนำเทคโนโลยีจากเครื่องสำอางอย่าง “ไมเซลลาร์” มาพัฒนาเป็นแชมพูสูตรใหม่ เพื่อดีทอกซ์หนังศีรษะ

ส่วนด้านภาพรวมของตลาดแชมพูถือว่าเป็นตลาดที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องราคาและโปรโมชั่น ซึ่งในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีการเติบโตในอัตราโลว์ซิงเกิลดิจิต (ต่ำกว่า 5%) ส่วนพีแอนด์จีมีการเติบโตที่น่าพอใจ และสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆ ได้มากขึ้นตามโปรดักต์ที่ลอนช์

นวัตกรรมขับเคลื่อนรายได้

หัวเรือใหญ่พีแอนด์จียังระบุต่อไปอีกว่า กลยุทธ์หลักในการเติบโตและขับเคลื่อนรายได้ของบริษัท จะโฟกัสไปที่การสร้าง “นวัตกรรม” ซึ่งจะทำให้แต่ละแบรนด์มีสินค้าใหม่ที่ออกมาสร้างความว้าวให้กับตลาด และตอบโจทย์การดำเนินชีวิตคนยุคใหม่ที่มีความต้องการหลากหลาย และต้องการสะดวกสบายขึ้นปีละ 1-2 รายการ ซึ่งยังไม่รวมถึงการปรับสูตร การปรับแพ็กเกจจิ้ง ฯลฯ ที่มีอย่างต่อเนื่อง

“ในการออกสินค้าใหม่หรือพัฒนานวัตกรรมขึ้นมาแต่ละครั้ง นอกจากจะเป็นการกระตุ้นตลาด ผู้บริโภค และยอดขายให้คึกคักแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้อีก เช่น แพนทีน ไมเซล่า วอเตอร์ แชมพู มีราคาที่สูงกว่าแชมพูสูตรปกติ 40-50% แต่มีการตอบรับที่ดีมากจากคอนซูเมอร์หรือแพนทีน เจแปน ราคาสูงกว่าปกติ 30% ก็มีกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบให้ความสนใจจำนวนมาก”

ทั้งนี้ คาดว่าวิสัยทัศน์ในปี 2020 ที่เคยวางเอาไว้ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ในอัตรา 50% ยังคงดำเนินไปตามแผน และสามารถทำได้ตามที่วางเอาไว้