17 ปี อีฟแอนด์บอย จากร้านโชห่วย สู่บิวตี้สโตร์หมื่นล้าน

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ร้านบิวตี้สโตร์แบบมัลติแบรนด์จากหลากสัญชาติกรีฑาทัพเข้ามาบุกตลาดเมืองไทยจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีผู้ประกอบการไทยหลายรายกระโดดเข้ามร่วมวงธุรกิจนี้ที่กำลังเติบโตสูง และว่ากันว่าทั้งอุตสาหกรรมมีมูลค่าหลักแสนล้านบาท

แต่จากปัจจัยลบหลายอย่างที่เข้ามาดิสรัป ทั้งเทคโนโลนยี พฤติกรรมลูกค้า คู่แข่งที่มีมากขึ้น และการเข้ามาของโควิด-19 ก็ส่งผลให้หลายแบรนด์ล้มหายตายจากไปในที่สุด

และ “อีฟแอนด์บอย” คือบิวตี้สโตร์สัญชาติไทย ที่ฝ่ามรสุมต่างๆมาได้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขยายสาขาสร้างการเติบโตจนเข้าไปครองใจสาวๆรักสวยทั่วประเทศ “ประชาชาติธุรกิจ” ร่วมสัมภาษณ์ “หิรัญ ตันมิตร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด ถึงที่มา แผนงาน และการดำเนินงานนับจากนี้

จากโชห่วยสู่บิวตี้สโตร์

“หิรัญ” เผยว่า อีฟแอนด์บอยเริ่มต้นมาจากธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นในจังหวัดมหาสารคาม แต่ด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ขายสินค้าแต่ละอย่างก็มีกำไรน้อย ทำให้เริ่มมองหาโอกาสต่อยอดการเติบโตใหม่ๆให้ธุรกิจ จึงมาตกผลึกที่ร้านขายเครื่องสำอางอีฟแอนด์บอย เมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 4,600 ล้านบาท ในปี 2562 มีสินค้ากว่า 40,000 รายการ จากกว่า 1,000 แบรนด

ก่อนสถานการณ์โควิดจะพลิกให้ยอดขายบริษัทลดลงอีกครั้งในปี 2563 กว่า 30% นับเป็นการลดลงครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2547 ขณะที่ปี 2564 ก็ยังทรงตัวจากปี 2563 ทำให้ต้องมีการปรับแผนงานอย่างอีกระลอก เพื่อรับมือกับสถานการณ์และพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

Advertisment

ด้วยการปรับกลยุทธ์การตลาดในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาช่องทางช้อปปิ้งออนไลน์ในปี 2563 เป็นครั้งแรก ผ่าน e-Commerce และ Social Commerce ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าทางเว็บไซต์ www.EVEANDBOY.com หรือแอปพลิเคชัน EVEANDBOY เพิ่มความสะดวกสบายและยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้า สร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมั่นใจว่าสิ้นปีนี้ยอดขายผ่านออนไลน์จะโตอีก 2.3 เท่า แตะ 500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของยอดขายรวม ทำให้ลูกค้าออนไลน์ของอีฟแอนด์บอย เป็นลูกค้าใหม่ 58% และลูกค้าเก่า 42% แต่กลุ่มลูกค้าใหม่นั้นเติบโตสูงกว่ามาก

พร้อมกับการมุ่งเน้นสินค้ากลุ่มเวชสำอางและสกินแคร์เพิ่มขึ้น เนื่องจากพบว่า เทรนด์การแต่งหน้าเปลี่ยนจากความสวยงามไปโฟกัสที่การดูแลผิวแทนและเป็นการแต่งหน้าเฉพาะส่วนเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมไปถึงในปีนี้จะมีสินค้าเคาน์เตอร์แบรนด์และน้ำหอมแบรนด์ดังมาเสริมทัพ พร้อมด้วยกลุ่มสินค้า K-Beauty เครื่องสำอางจากเกาหลีที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นให้เลือกอย่างหลากหลายแบรนด์ ตอบโจทย์ความต้องการในทุกเซกเมนต์

สัดส่วนสินค้าจากแต่เดิมก่อนเกิดโควิดระบาด อันดับ 1 คือกลุ่ม Make Up 48% แต่หลังเกิดการระบาดขึ้น หมวดสินค้าอันดับ 1 กลายมาเป็นสกินแคร์ 38% แทน นั่นทำให้บริษัทหันมาเพิ่มพอร์ตสินค้าหกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น

Advertisment

กางแผน 3-5 ปีทะยานเป้าหมื่นล้าน

และแม้ยอดขายผ่านออนไลน์จะไปได้สวย แต่ในธุรกิจเครื่องสำอาง “หิรัญ” มองว่า การได้ทดลองใช้คือหัวใจหลักของการขายเครื่องสำอาง แม้จะมีเทคในโลยีเข้ามาช่วยในการทดสอบสี แต่ยังไม่ตอบโจทย์คุณสาวๆร้อยเปอร์เซ็นต์

เพราะการเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือการซื้อแต่ละครั้ง จำเป็นต้องทดสอบสี กลิ่น เนื้อสัมผัส ทำให้ยังมีการเดินหน้าลงทุนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยวางแผน 3-5 ปี นับจากขยายสาขาเฉลี่ยปีละ 3 สาขา พื้นที่ตั้งแต่ 600 ตร.ม.ขึ้นไป ภายใต้งบการลงทุน 80 ล้านบาทต่อแห่ง คิดเป็นเงินลงทุนการขยายสาขาเฉลี่ย 240 ล้านบาทต่อป

โดยในปีนี้ อีฟแอนด์บอย มีแพลนเปิดสาขาใหม่อีก 3 แห่ง ประเดิมปีนี้ด้วยการเปิดสาขา MBK Center เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา แห่งที่ 2 ที่ศรีคอนศรีนครินทร์ ในช่วงไตรมาส 3 ขณะที่อีกหนึ่งแห่งคาดว่าจะเปิดบริการในช่วงไตรมาส 4 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาพื้นที่และขั้นตอนการเจรจาธุรกิจ ปัจจุบันอีฟแอนด์บอยมีทั้งหมด 16 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 12 สาขา และต่างจังหวัด 4 สาขา

“แม้อีฟแอนด์บอยจะเติบโตมาจากต่างจังหวัด จนกลายเป็นบิวตี้สโตร์มัลติแบรนด์ชั้นนำสัญชาติไทย แต่ปัจจุบันอีฟแอนด์บอยกลับมีสาขาในต่างจังหวัดเพียง 4 แห่ง คือที่ ขอนแก่น โคราช พัทยาและเชียงใหม่ แต่การขยายสาขายังคงโฟกัสในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่เป็นหลัก เพราะกลุ่มลูกค้า กำลังซื้อ ตอบโจทย์โพซิชั่นของแบรนด์มากกว่า ซึ่งหากในอนาคตครอบคลุมจนทั่วเขตทำเลทองแล้ว จึงจะต่อยอดโมเดลขนาดเล็กในพื้นที่รองต่อไป”

โดยวางเป้าหมายการเติบโตในปี 2565 ไว้ที่ 5,000 ล้านบาท ก่อนที่จะกลับมาเร่งเครื่องแผนงานที่เคยวางไว้ตลอดช่วง 3-5 ปีนับจากนี้ ด้วยการสยายปีกทั้งไทย และต่างประเทศอีกครั้ง หลังต้องพับแผนงานไปเพราะสถานการณ์โควิด พร้อมๆกับโกยรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาทในอีก 5 ปี เนื่องจากมองเห็นสัญญาณบวกในตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจากทราฟฟิกเข้าร้านเพิ่มขึ้น 50% เทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้การผ่อนคลายมาตรการและสถานการณ์ที่ดีขึ้น เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกอย่างแน่นอน โดยจากนี้ไปหากการใช้ชีวิตเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง จะได้สัดส่วนสินค้าในกลุ่ม Make Up โดยเฉพาะลิปสติก กลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดและขายดีที่สุดอีกครั้ง

น่าจับตาบิ้วตี้สโตร์สัญชาติไทยรายนี้จะทะยานได้ไกลในตลาดต่างประเทศได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ เชื่อว่าคุณสาวๆ ทุกคนในไทยรู้จักเป็นอย่างดี