“รัฐใหม่” ไร้พรมแดน

วันที่เห็นข่าว “เฟซบุ๊ก” ประกาศว่าจะสร้างเงินดิจิทัลสกุลใหม่ที่ชื่อ Libra ขึ้นมา

ผมคิดว่าโลกกำลังถึงจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ไม่ใช่แค่เรื่อง “การเงิน”

แต่เป็นเรื่อง “การเมือง”

ต้องยอมรับเลยว่า เกมนี้ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เหนือชั้นมาก ๆ

เขาเคยพูดเรื่องนี้มาครั้งหนึ่ง แต่เหมือนกับพูดผ่าน ๆ ไม่ได้ขีดเส้นใต้

ไม่มีใครนึกว่าเขาจะคิดอย่างจริงจัง และอุดจุดอ่อนของเงินดิจิทัลในอดีต โดยเฉพาะ “บิตคอยน์” ที่ราคาหวือหวา
ราวกับรถไฟเหาะ

เดี๋ยวขึ้น-เดี๋ยวลง วูบวาบ รุนแรง กลายเป็น “เงินดิจิทัล” เพื่อการเก็งกำไร

พี่มาร์กเห็นจุดอ่อนเรื่องนี้

เขาอยากทำเงินดิจิทัลที่มีการใช้จ่ายกันจริง

เบื้องต้น คือ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือ โดยเลียนแบบเงินจริง ๆ ของแต่ละประเทศ

เงินแต่ละสกุลจะต้องมี “ทองคำ” ค้ำประกันอยู่เบื้องหลัง

เขาก็เอาเงินจริง ๆ มาหนุนหลัง Libra

และถ้าจะให้เกิดการใช้จริง ก็ต้องสร้างเครือข่ายที่ใหญ่กว่าเฟซบุ๊ก และบริษัทจะมาเข้าร่วมต้องมีการใช้จ่ายเงินจริงผ่านธุรกิจของตัวเอง

นั่นคือ ที่มาของบริษัทที่เข้าร่วมในโครงการ Libra อย่างวีซ่า มาสเตอร์การ์ด อูเบอร์ ฯลฯ

เห็นรายชื่อ 27 บริษัทที่เข้าร่วมแล้ว ต้องปรบมือให้พี่มาร์กเขาเลยครับ สุดยอดจริง ๆ

ยังไม่พอ เขารู้ว่าคนกลัวว่าเฟซบุ๊กจะดึงข้อมูลส่วนตัวไปใช้ ก็ตั้งเป็นองค์กรอิสระขึ้นมา

จดทะเบียนที่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่คนมั่นใจเรื่องการปกปิดความลับทางการเงินดีที่สุดในโลก

แค่ 3-4 ประเด็นนี้ ก็ทำให้ Libra เขย่าโลกได้แล้ว

อย่าแปลกใจที่แวดวงการเงินและแบงก์ชาติของแต่ละประเทศจะตื่นตระหนกกับปรากฏการณ์ Libra

ถกเถียงกันใหญ่ มีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง

ที่เมืองไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในฟีดข่าวของผมก็เต็มไปด้วยเรื่องนี้

สัปดาห์หน้าจะมีการสัมมนาใหญ่ 2-3 งาน นั่นเกี่ยวกับเรื่อง Libra

แบงก์ต่าง ๆ ตั้งวงถกกันเรื่องนี้ เพราะรู้ว่าถ้า Libra แจ้งเกิดสำเร็จ

วงการแบงก์สะเทือนแน่นอน

เขาอ่านออกว่า พี่มาร์คไม่ได้คิดแค่การสร้างเงินดิจิทัลขึ้นมา เพื่อซื้อขายสินค้าหรือโฆษณาในเฟซบุ๊กเท่านั้น

วันหนึ่งอย่างน้อย เขาต้องปล่อยกู้กับคนที่ค้าขายในเฟซบุ๊กเหมือนกับ “อาลีบาบา”

อาจมีการรับฝาก ให้ดอกเบี้ย ทำธุรกรรมเหมือนกับแบงก์

และอาจมากกว่าแบงก์ นั่นคือ เรื่อง “การเงิน”

แต่ถ้ามองในมุม “การเมือง” Libra เป็นจังหวะก้าวที่น่าสนใจมากครับ

ผมนึกถึงนิยามของคำว่า “รัฐ” ในทางรัฐศาสตร์

“รัฐ” ต้องมีอาณาเขต มีประชากร มีระบบการปกครอง มีเอกราช มีเงินตราของตัวเอง

ตอนนี้กำลังจะเกิด “รัฐซ้อนรัฐ” ขึ้นมาแล้วครับ

เพียงแต่รัฐในโลกดิจิทัล อยู่ในจอคอมพิวเตอร์ หรือมือถือ

“เฟซบุ๊ก” มีแพลตฟอร์มเป็นอาณาเขตของตัวเอง

มีประชากรที่ใช้งานอยู่ประมาณ 2 พันล้านคน

มากกว่า “จีน” เสียอีก

“เฟซบุ๊ก” กลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก

พี่มาร์กเป็น “ท่านประธาน” ที่มีอำนาจปกครองเด็ดขาด มีมาตรา 44 เป็นของตัวเอง

อยากจะปรับอัลกอรึทึ่ม หรือกำหนดกติกาอะไรขึ้นมาก็ได้

และตอนนี้ เขากำลังมีสกุล “เงิน” ของตัวเอง

เหมือนกับสหรัฐอเมริกามี “ดอลลาร์”

ไทยมี “บาท”

พี่มาร์คมี Libra

แบบนี้การเมืองโลกไม่สั่นสะเทือนได้อย่างไร

คิดดูสิครับ แค่เฟซบุ๊กล่มไม่ถึง 1 วัน คนยังเดือดร้อนกันทั้งโลก

ถ้าพี่มาร์กมี Libra เป็นสกุลเงินของตัวเองอีก โลกจะสะเทือนแค่ไหน

น่าติดตามจริง ๆ

Previous articleประกาศสำนักนายกฯ โปรดเกล้าฯให้เรียกคืนเครื่องราชฯ ‘ธาริต เพ็งดิษฐ์’
Next article“อาคม-ไพรินทร์” อำลาคมนาคม ลั่น 5 ปีผลงานประจักษ์ส่งต่อแผนลงทุนรัฐบาลใหม่