“จุรินทร์” ชนะขาด! คว้าเก้าอี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 8

ปชป.คึกคักเลือกหัวหน้าพรรค 4 ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์ เปลี่ยนแปลง-นำพาพรรค อยู่ในใจปชช.

เมื่อวันที่ 15 พ.ค เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ พรรคประชาธิปัตย์ จัดการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และพรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)ชุดใหม่ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีแกนนำพรรค ส.ส. อดีตส.ส. ประธานสาขาพรรค และสมาชิกพรรคบางส่วนเดินทางมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ทำให้บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก นอกจากนั้นยังมีผู้ใหญ่ของพรรค อาทิ นายมารุต บุนนาค นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เข้าร่วมประชุมด้วย สำหรับองค์ประชุมผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนครั้งนี้มีทั้งหมด 309 คน แบ่งเป็น ส.ส.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผล กรรมการบริหารพรรคฯชุดรักษาการ อดีตส.ส.ที่ยังเป็นสมาชิกพรรค อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการพรรค หัวหน้าสาขาพรรคหรือตัวแทนประจำจังหวัด ผู้บริหารท้องถิ่นที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ตัวแทนผู้สมัครส.ส.ในการเลือกตั้งปี 2562 ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ จำนวน 25 คน อย่างไรก็ตามองค์ประชุม ขาดประชุม 34 คน ขณะเดียวกันในการโหวตเลือกครั้งนี้ ทางพรรคได้ประสานขออุปกรณ์ลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 15 ชุด เพื่อให้การเลือกหัวหน้าพรรคและตำแหน่งต่างๆเป็นไปด้วยความรวดเร็ว

โดยเมื่อเข้าสู่วาระการเลือกหัวหน้า ที่มีนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม จากนั้นนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตส.ส.ประจวบ คีรีขันธ์ เสนอชื่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รักษาการหัวหน้าพรรค ขณะที่นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก เสนอนายกรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค ตามด้วยน.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีตส.ส.กทม. เสนอชื่อนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตรองหัวหน้าพรรค จากนั้นนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองหัวหน้าพรรค เสนอชื่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหน้าพรรค จากนั้นเป็นการจับฉลากหมายเลขผู้สมัคร ทั้ง 4 คนเพื่อให้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมคนละ15 นาที ในการแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม และมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ของพรรคด้วย

โดยนายอภิรักษ์ หมายเลข 1 กล่าวว่า ตนเป็นสมาชิกพรรคมา 21 ปี เพราะยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน แม้ในช่วงนั้นทำงานภาคเอกชน แต่ก็มีโอกาสเข้ามาทำงานเป็นคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ ปฏิบัติการ ต่อมาในปี 2547 สมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรองหัวหัวหน้าพรรคดูแล กทม. ตนตัดสินใจลงสมัครผู้ว่า กทม. มุ่งหวังที่จะนำประสบการณ์ทั้งหมดไปใช้ให้เป็นประโยชน์ วันนี้หลายคนถามว่าทำไมลงสมัครหัวหน้าพรรค แม้ตนไม่ได้สมัครส.ส. แต่ยังอาสาเป็นหัวหน้าพรรคจะทำงานได้หรือ ตนเห็นว่าถ้ามองวิกฤตเป็นโอกาสว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคได้ส.ส.น้อยลงจำนวนมาก เป็นเหตุผลที่ตนตัดสินใจที่จะรวมพลัง ตั้งใจทำงานร่วมกับทุกคนฟื้นฟูพรรค จะใช้เวลาทั้งหมดทำงานร่วมกับอดีตส.ส. และสาขาพรรค ต่อยอดอุดมการณ์พรรค ปรับปรุงให้พรรคร่วมสมัยเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก จากที่ตนรับฟังความต้องการของทุกคน เรื่องที่ทุกคนต้องการลำดับที่ 1. การดึงพลังของทุกคนมาร่วมกันทำงานโดยไม่แบ่งแยก มีเป้าหมายร่วมกันในการทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ 2. อยากเห็นพรรคเปลี่ยน แต่การเปลี่ยนแปลงของพรรคยังต้องยึดมั่นอุดมการณ์ของพรรค และต้องทำให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้นผ่านการสื่อสารสมัยใหม่ ตนเชื่อมั่นว่ามีประสบการณ์นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อเชื่อมโยงประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์ และ 3.มีการเสนอให้การทำงานเปิดกว้างเชื่อมโยงเครือข่ายสาขาสมาชิกพรรค ทำงานร่วมกับองค์กรในท้องถิ่น เปิดโอกาสให้เครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้นซึ่งประชาธิปัตย์เป็นผู้ริเริ่มยุวประชาธิปัตย์

“การเปลี่ยนไม่ใช่การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคแต่เป็นการตอบโจทย์ประชาชนและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเชื่อว่าทุกคนอยากให้พรรคกลับมาชนะเลือกตั้งเหมือนที่ตนเคยชนะผู้ว่ากทม. มีนโยบายที่โดนใจคนทุกกลุ่ม ทำให้ประชาธิปัตย์เป็นพรรคของคนไทยทั้งประเทศ ผลักดันให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า การเลือกตั้งวันนี้ เป็นการกำหนดอนาคตประชาธิปัตย์ว่าจะเปลี่ยนแปลงจนชนะและกลับมาครองใจประชาชนอีกครั้งหนึ่งได้หรือไม่ ผมขอเสนอตัวให้เลือกอภิรักษ์พรรคเปลี่ยน” นายอภิรักษ์ กล่าว

ด้านนายจุรินทร์ หมายเลข 2 กล่าวว่า ตนร่วมอุดมการณ์กับพรรคมาอย่างน้อย 33 ปี ตนเคยเป็นเลขานุการนายชวน หลีกภัย ขณะเป็นรมว.สาธารสุข นอกจากนี้ตนได้เป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง และยัง ทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาลและประธานวิปฝ่ายค้าน รวมถึงเป็นรองหัวหน้าพรรคตั้งแต่ปี 2546 ที่บอกสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพราะเก่งหรือดี เพราะตนมีโอกาส จึงทำให้ตนตระหนักว่าโอกาสคือสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ดังนั้นถ้าตนได้รับโอกาสเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะหยิบยื่นโอกาสให้ทุกคนที่ตั้งใจทำงานทุ่มเทเสียสละให้พรรคโดยไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ฝ่ายไหน หรือเป็นเด็กของใคร นี่เป็นคำสัญญาที่ขอให้ไว้ นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ถึงเวลาต้องเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะ อะไรดีต้องรักษาไว้ อะไรสมควรเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน แต่สิ่งที่ต้องไม่เปลี่ยนคืออุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนสิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือ นโยบายวิสัยทัศน์ ต้องเปลี่ยนให้เท่าทันโลกเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันที่เกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมือง รวมถึงต้องเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ ต้องนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ สังเคราะห์ประกอบการตัดสินใจทางการเมือง เดินหน้าสู่ความทันสมัยในอนาคต บุคลากรต้องเปลี่ยน

“หมดยุคซุปเปอร์แมน ยุคต่อไปต้องเป็นยุคของอเวนเจอร์ ซุปเปอร์ฮีโร่ของพรรคต้องจับมือเป็นทีมอเวนเจอร์ประชาธิปัตย์ นำทัพเดินไปข้างหน้า นายกรณ์ นายอภิรักษ์ และนายพีระพันธุ์ จะเป็นหนึ่งในทีมอเวนเจอร์ของพรรค แต่แค่นี้ไม่พอเพราะวันนี้ประชาธิปัตย์เหลือแค่ 52 คน หัวหน้าพรรคต้องคิดทำอย่างไรให้เพิ่มจนมากกว่า 200 คน ในอนาคต ซึ่งมีคำตอบอยู่แล้วคือ ประชาธิปัตย์ต้องมีความเป็นเอกภาพ ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของทุกคน มั่นใจว่าประชาธิปัตย์สามารถก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้ ผมมายืนตรงนี้เพื่อขอโอกาสกับทุกคน และยืนยันมั่นใจกับทุกคนว่าการให้โอกาสผมคือการให้โอกาสประชาธิปัตย์ ผมพร้อมจับมือร่วมแรงร่วมใจกับทุกคนที่มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อพรรค พาพรรคก้าวสู่ความเป็นหนึ่ง และพาพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นที่หนึ่งในหัวใจประชาชนในอนาคต ผมหวังว่าจะได้รับโอกาสจากทุกคน” นายจุรินทร์ กล่าว

ขณะที่นายพีระพันธุ์ หมายเลข 3 กล่าวว่า สิ่งที่อยู่ในใจของผู้สมัครหัวหน้าพรรคทุกคนเหมือนกันคือ เรามีหัวใจดวงเดียวกัน รักพรรค ห่วงใยพรรคและรักชาติรักแผ่นดิน ตนเชื่อมั่นว่าทุกคนล้วนปรารถนาทำให้พรรคกลับมาเป็นที่หนึ่งในหัวใจประชาชนอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าพวกเราไม่รวมกันเป็นหนึ่ง ไม่มีความรัก สามัคคีปรองดอง ไม่มีการรวมพลังก็จะไม่มีวันเข้มแข็งพอที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นที่หนึ่งในหัวใจของประชาชนได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ห่วงใยพรรคมองเห็นการบริหารจัดการพรรคเปลี่ยนแปลงไปในหลายเรื่อง และตกใจกับผลเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่อย่าท้อถอยหรือหมดกำลังใจ ต้องเอาสิ่งนี้มาเป็นบทเรียนก้าวไปข้างหน้า เพื่อนำพาพรรคให้เป็นพรรคหลักของประเทศให้ได้ เราต้องมีตัวตนที่แท้จริง ซึ่งต้องทำให้ประชาชนเห็นให้ได้คือประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ประชาชนพึ่งได้ โดย ต้องปรับปรุงการบริหารจัดการพรรค โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกที่เป็นส.ส. อดีตส.ส. รวมถึงผู้ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ได้เข้ามาทำงาน อีกทั้งอย่าจำกัดอำนาจไว้กับหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค แต่ให้ทุกคนมาทำงานด้วยกันเพื่อให้ประชาธิปัตย์มีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งได้ และให้ทุกคนเป็นเจ้าของพรรคอย่างแท้จริง

นายพีระพันธ์ กล่าวต่อว่า การที่ตนลงสมัครหัวหน้าพรรคเพราะคิดว่าถึงเวลาที่จะขอโอกาสนำแนวทางของตนมาบริหารพรรค ไม่ได้ตั้งใจมีอำนาจในพรรค อยากกอบกู้ ฟื้นฟูพรรคให้เดินไปข้างหน้า แม้ต่อไปพรรคจะร่วมรัฐบาล ตนก็ยังเป็นหัวหน้าพรรค แต่จะไม่รับตำแหน่งบริหารในรัฐบาลเด็ดขาด ตนจะอยู่ดูแลพรรค หาทางให้อดีตส.ส.ทุกคนกลับมาเป็นส.ส.ให้ได้ เปลี่ยนเป็นพรรคที่ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าเป็นพรรคของประชาชน กลับมาคิดแบบชาวบ้าน พูดแบบชาวบ้าน ทำแบบชาวบ้าน นี่คือพรรคที่ตนจะทำให้เป็น และสิ่งที่ตนจะทำคือทำให้ประชาธิปัตย์มีการบริหารจัดการที่เป็นธรรมกับสมาชิกทุกคน เปิดกว้างให้ทุกคนร่วมทำงานแบบเสมอภาค ไม่ใช่หัวหน้าใหญ่กว่าลูกพรรค เลขาธิการพรรคใหญ่กว่าทุกคน แต่ทุกคนจะใหญ่เท่าเทียม เสมอหน้าทุกคน ซึ่งจะทำให้ประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ในใจของประชาชนให้ได้

“วันนี้หนึ่งคะแนนของท่านมีความหมาย ผู้สมัครทุกคนเหมือนกัน ไม่มีใครไม่รักพรรค ไม่มีใครไม่อยากฟื้นฟูพรรค แต่ผู้สมัครมีความแตกต่างหลายเรื่อง ถ้าท่านคิดว่าแนวทางของผมที่จะทำให้พรรคเป็นของพวกเราและประชาชนอย่างแท้จริง สร้างความเป็นธรรมในการบริหาร คิดแบบชาวบ้าน ทำแบบชาวบ้าน ใช้หัวใจและความคิดของท่านเข้าคูหาเลือกผม แล้วเรามาเปลี่ยนพรรคทำให้พรรคอยู่ในหัวใจของประชาชนอีกครั้งตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป” นายพีระพันธ์ กล่าว

ส่วนนายกรณ์ หมายเลข 4 กล่าวว่า ตนและนายชัยวุฒิต้องการทำทุกอย่างอย่างสร้างสรรค์ เตรียมพื้นที่ให้ทุกคนมีที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรีในการทำงานร่วมกัน มีเป้าหมายการทำงานชัดเจนว่าต้องทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นทางเลือกหลักให้ประชาชนและทำให้พรรคชนะการเลือกตั้ง แม้เป็นงานหนักแต่เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์เพราะเราทำงานมานานกว่า 70 ปี เป็นทุนสำคัญ นี่คือทุนเดิมที่เราสามารถสร้างความเข้มแข็งโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา เราไม่สามารถอาศัยทุนเก่าหรือบุญเก่าได้ ต้องมีความกล้าเดินหน้าด้วยความชัดเจน จากนี้ไปนอกจากการทำงานหนักในทุกความคิด ทุกคำพูด ทุกการกระทำต้องมีความชัดเจนบนเป้าหมายที่ตั้งไว้ และประชาชนสัมผัสได้ว่าเลือกประชาธิปัตย์แล้วได้อะไร สำหรับตน เป้าหมายแรกทุกอย่างที่คิดและทำต้องทำให้ประชาชนอยู่ดี กินดี ทำให้ประชาชนมีโอกาสที่จะมีความก้าวหน้าในชีวิต เป้าหมายที่สองคือประเทศต้องพัฒนา ทันสมัย สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เป้าหมายที่สาม ทุกคำพูด ทุกการกระทำของพรรคต้องชัดเจนว่ามุ่งเป้าไปที่การสร้างให้สังคมไทยมีความสงบ สถาบันหลักมีความมั่นคง

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เราต้องปรับมุมมองของประชาชนที่มีต่อพรรคให้เป็นพรรคที่ยึดหลักปฏิบัตินิยม ให้ความสำคัญกับการทำ กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน มีจุดยืนที่มั่นคงแต่มีความยืดหยุ่นเพื่อให้เดินไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ และถ้ามีความเสมอต้นเสมอปลายอธิบายได้ทุกการตัดสินใจ ก็จะทำให้ประชาชนกลับมาศรัทธาประชาธิปัตย์ได้ จากวันนี้ประชาธิปัตย์จะมีการตัดสินใจที่สำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ โดยหลีกเลี่ยงประเด็นไม่ได้ที่ต้องพิจารณาว่าเราจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ตราบใดที่ยึดหลัก 3 เป้าหมายที่ผมพูดว่าประชาชนอยู่ดีกินดี ประเทศชาติพัฒนา สังคมมีความสงบ สถาบันหลักมีความมั่นคง ถ้ายึด 3 หลักการนี้ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนพรรค ผมมั่นใจว่าประชาชนจะสนับสนุนการตัดสินใจของพรรค
นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ต้องมีการปรับปรุงการสื่อสารของพรรคใหม่ให้เท่าทันกับการพัฒนา ต้องมีฝ่ายดูแลการสื่อสารโดยเฉพาะ มีวินัยในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดแนวทางการนำเสนอและผู้นำเสนอ ไม่ใช่เปิดห้องให้ใครพูดอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ เราต้องมีหัวหน้าฝ่ายกิจกรรม มีการฟื้นฟูยุวประชาธิปัตย์ให้คนรุ่นใหม่ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของพรรค เป็นการปฏิรูปที่ตนหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อพัฒนาพรรค ตนได้อะไรมามากจากประชาธิปัตย์ ใครที่บอกว่าต้องรออาวุโสก่อนจึงได้ตำแหน่งนั้นไม่จริง ดูจากเส้นทางของตนเป็นส.ส. 4 ปีมีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงที่ตนถนัด วันนี้ตนขอมาในฐานะผู้ให้ หลังจากเป็นผู้รับมาเยอะ สิ่งที่จะให้คือประสบการณ์ทำงาน ความรักพรรคนำพาพวกเราไปสู่เป้าหมายคือให้ทุกคนกลับมาเป็นส.ส.ให้พรรคกลับมาเป็นทางเลือกหลักของประชาชนทั่วประเทศ ตนขอโอกาสได้ทำในสิ่งเหล่านี้

ล่าสุดเมื่อเวลา 13.00 น. มีการนับคะแนน กลุ่ม ส.ส.ประชาธิปัตย์ จำนวน 52 คนซึ่งมีน้ำหนักคะแนน 70% ปรากฎว่า นายจุรินทร์ มีคะแนนนำ ได้รับเลือก 25 คะแนน ขณะที่อันดับ 2 คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ 20 คะแนน อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ 2 คะแนน ส่วนกรณ์ จาติกวณิช ได้ 5 คะแนน

ส่วนการนับคะแนนกลุ่มอื่นๆ ที่มีสัดส่วน 30%

ล่าสุดนับคะแนนเสร็จแล้ว นายจุรินทร์ มีคะแนนรวม เป็นที่ 1  คิดเป็นเปอร์เซ็น รวม 50.5   นายพีระพันธุ์ ได้คะแนน 37.2  นายกรณ์ ได้แคะแนน 8.4 และนายอภิรักษ์ ได้คะแนน 8.4

 

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

Previous articleการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหมอกควัน 9 จังหวัดภาคเหนือ ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2562
Next article‘เวิลด์ ฟูดส์’ เกาะกระแสรักสุขภาพ แตกไลน์เฮลตี้สแน็ค ลดโซเดียม 40%